“ผิดไม่ถูกแก้ ดีไม่ถูกสร้าง นี่คือสังคมไทย” บัณฑูร ล่ำซำ ผู้ตกผลึกทางความคิด

 

“ผิดไม่ถูกแก้ ดีไม่ถูกสร้าง นี่คือสังคมไทย”

บัณฑูร ล่ำซำ ผู้ตกผลึกทางความคิด

บัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้นำธุรกิจที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่ง ทั้งในบทบาทผู้นำธนาคารไทยที่โดดเด่น ไม่ว่าจะมองจากผลประกอบการและระบบการบริหารของธนาคาร และบทบาทนักพูดในสังคมธุรกิจที่ผู้คนตั้งใจฟังอย่างสนใจ สื่อมวลชนทุกแขนงให้ความสนใจในสิ่งที่เขาพูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสังคมไทยอยู่ในสภาวะผันผวนและขาดเสถียรภาพ เขาเป็นคนพูดตรง เวลาวิพากษ์วิจารณ์อะไรมักจะบอกออกมาตรงๆ และสิ่งที่เขาพูดมีประเด็นที่น่าสนใจแฝงด้วยนัยสำคัญหลายๆ เรื่อง ทั้งธุรกิจ เศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคม

 

“ผม VISIBLE ผมยืนพูด” เขาตอบด้วยความคิดรวบยอดที่น่าสนใจและหนักแน่น เมื่อถูกตั้งคำถามว่า ทำไมสังคมธุรกิจไทยถึงให้การยอมรับเขาเป็น Role Model อย่างเหนียวแน่นมาโดยตลอด ความสนใจของผู้คนในสังคมเวลานี้สนใจตัวตนของเขามากกว่าธนาคารกสิกรไทย และดูเหมือนว่าตัวตนของเขาได้แยกออกจากโมเดลธุรกิจของตระกูลล่ำซำมากขึ้นด้วย

 

ในช่วงที่มีวิกฤตทางการเมือง ชื่อบัณฑูรถูกขับเน้นให้เป็นแคนดิเดตคนหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงว่าอาจถูกเลือกให้มาเป็นนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าเขาผู้นี้ได้รับความเชื่อมั่นจากสังคมระดับหนึ่งว่ามีความสามารถที่จะแก้ปัญหาวิกฤตของชาติได้ ซึ่งเขาได้กล่าวถึงข้อเท็จจริงที่บ้านเมืองกำลังเผชิญอยู่ในขณะนั้นไว้อย่างน่าฟังว่า

 

“ถามว่าโครงสร้างใหญ่ของระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งอยู่บนระบบการเมืองและสังคมของประเทศเป็นโครงสร้างที่แน่นไหม อันนี้เป็นโจทย์ที่ถ้าให้ประเมินตอนนี้ คือไม่แน่น โครงสร้างตรงนี้ ใครที่ต้องเป็นคนสร้าง ก็ประชาชนนี่แหละเป็นคนสร้าง ประเทศเป็นอย่างนี้ ก็เพราะประชาชนนี่แหละมีส่วนที่ทำให้เป็น จะบอกว่าคนที่เข้ามาปกครองประเทศทำให้เป็นอย่างนี้ก็มีส่วนถูก แต่เขาเหล่านั้นก็มาจากกระบวนการการเลือกตั้งทั้งนั้น ส่วนเขาเข้ามาแล้ว ทำไม่ได้ผล ทำเสียหาย แล้วไม่มีการปรับเปลี่ยนตัวให้เกิดความรู้สึกว่าถ้าไม่เพอร์ฟอร์มแล้วจะต้องออกไปนั้น เท่าที่ผมดูโดยรวม ประเทศไทยไม่เป็นอย่างนั้น

 

ถ้าถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ก็ต้องบอกว่าบ้านเมืองไทยเป็นอย่างนี้เอง แล้วหลายคนก็รู้สึกว่ามันก็ไม่ถึงกับจะเดือดร้อนอะไรที่จะเป็นอย่างนี้ ทุกคนเกรงใจกันไปเกรงใจกันมา ผิดไม่ถูกแก้ ดีไม่ถูกสร้างไว้ ถ้าคูณเป็นภาพใหญ่ขึ้น ประเทศก็อ่อนแอ นี่คือสังคมไทย”

 

เป็นการพูดถึงสังคมไทยอย่างกระเทาะถึงแก่น เข้าใจความเป็นไปของสังคมไทย และดำเนินธุรกิจภายใต้บริบททางสังคมดังกล่าวได้อย่างดี

 

บัณฑูรเข้าทำงานในธนาคารกสิกรไทยครั้งแรกเมื่อปี 2522 ในช่วงแรกชีวิตของเขาถูก “โปรแกรม” ไว้อย่างดีตามขั้นตอนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นของธุรกิจตระกูลล่ำซำในช่วงบัญชา ล่ำซำ (2505-2534) ผู้เป็นพ่อ หลังจากโปรแกรมจบลง เขาขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการธนาคารไทย อันดับ ที่ 2 ในปี 2535 ปีถัดมาบิดาของเขาในฐานะผู้สนับสนุนสำคัญที่สุดต้องจากโลกไป จากนั้นร่องรอยของการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของธุรกิจไทยและธนาคารไทยจึงเริ่มปรากฏโฉมขึ้น

 

เขาปรับบทบาทตัวเองอย่างน่าทึ่ง จากทายาทของตระกูลเก่าแก่ ที่มีรากฐานของสังคมไทยมาสู่ “มืออาชีพ” เพื่อรักษาธนาคาร ที่บริหารโดยคนไทย มากกว่ารักษาธุรกิจของตระกูลล่ำซำ

 

“ธนาคารเป็นเรื่องสากล เพราะผู้ใช้บริการไม่สนใจว่าเจ้าของแบงก์นี้จะเป็นใคร เขาสนใจว่าเขาจะได้รับบริการที่ดีเท่านั้น brand name  บางทีมันหวังพึ่งไม่ได้ มีอยู่อย่างเดียวก็คือตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้” แทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือคำพูดของบัณฑูร ล่ำซำ “ทายาท” ตระกูลเก่าแก่ของสังคมธุรกิจไทย เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางความคิดครั้งสำคัญต่อโครงสร้างที่เป็นจริงของธนาคารไทย อันนำไปสู่การปรับโครงสร้างของธนาคารกสิกรไทยครั้งยิ่งใหญ่ที่มุ่งให้ความสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กรและตอบสนองความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก

 

ตลอด 3 ทศวรรษของการทำงานในธนาคารกสิกรไทย บัณฑูรได้ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงธนาคารกสิกรไทยหลายต่อหลายครั้ง เพราะเขาตระหนักดีว่าในยุคของเขาการแข่งขันธนาคารมีความรุนแรงต้องสู้กับธนาคารในประเทศ ขณะเดียวกันในธุรกิจก็ต้องรับมือกับธนาคารต่างประเทศ สิ่งแรกที่เขาทำคือเปิดฉากเขย่าระบบธนาคารพาณิชย์ไทยทั้งระบบด้วยสิ่งที่เรียกว่า Re-engineering เป็นการจุดกระแสให้ธนาคารพาณิชย์ไทยตื่นตัว เพราะเขาไม่ได้มองธนาคารเช่นที่หลายๆ คนมอง อาจเรียกได้ว่าเป็นสัญญาณแรกของการมองธุรกิจให้กว้างขึ้น ท้าทายมากขึ้น และเป็นครั้งแรกที่มองธุรกิจที่คุ้มครองโดยรัฐอย่างเข้มแข็งให้เข้าใจมาตรฐานระดับโลก แม้จะเป็นการเตือนก่อนที่วิกฤตการณ์จะมาถึง

 

บัณฑูรเป็นนักวางกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ให้ความสำคัญในเรื่องคุณภาพอย่างลงรายละเอียด เขาปฏิบัติการเชิงรุกด้วยแนวทางใหม่ ก่อนที่สังคมธุรกิจทั่วไปจะตื่นตัว โดยเฉพาะการปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อแก้วิกฤตเศรษฐกิจในช่วงปี 2540 ดังที่เขาเคยกล่าวไว้ว่า “ถ้าจะทำต้องทำตั้งแต่ตอนที่มันไม่ชัด ถ้าลงในหน้าหนังสือพิมพ์แล้ว มันก็สายเกินไป ต้องอ่าน และประเมินตั้งแต่ตอนที่มันเทาๆ ขาวกับดำแล้วใครก็ทำได้ แต่ตอนที่มันเทาๆ เราต้องตัดสินใจ” เขาบอกว่าอันดับแรกผู้นำองค์กร ต้องประมวลสถานการณ์ต่างๆ อย่างชัดเจน และตัดสินใจทันการณ์

 

ต้นเดือนเมษายน 2548 บัณฑูรประกาศโครงสร้างธุรกิจ เครือธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเป็นโครงสร้างของธนาคารครบวงจร (Universal Banking) รายแรกๆ ที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม การประกาศเปิดตัว KBank Group นอกจากจะเป็นการทำให้คำว่า Universal Banking ถูกเข้าใจความในเชิงรูปธรรมยิ่งขึ้นแล้ว ยังเป็นการบอกถึงแนวโน้มอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ของไทย ที่นับจากนี้จะต้องเดินไปในแนวทางนี้

 

ในช่วงที่ธนาคารกสิกรไทยขยายเครือข่ายธุรกิจไปยังประเทศจีนนั้น บัณฑูรเดินทางไปจีนประมาณเดือนละ 1 ครั้ง การศึกษาเรื่องจีนเป็นความท้าทาย เป็นกระบวนการแสวงหาความรู้ ขณะเดียวกันบัณฑูรก็ “ยืนพูด” กับสังคมจีน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ทรงอิทธิพลอีกด้วย เขาให้สัมภาษณ์พิเศษสำนักข่าว Xinhua ของทางการจีนถึงแผนการสร้างสายสัมพันธ์ทางธุรกิจกับจีน และเดินทางไปยัง Tsinghua University มหาวิทยาลัยชั้นนำของจีน ร่วมงานและปาฐกถาหัวข้อ “Managing Risk in Asia Case Study of Thailand’s Banking Sector” ที่ School of Economics and Management ต่อกลุ่มนักศึกษา MBA ซึ่งกำลังเป็นชนชั้นใหม่ที่มีอนาคตของสังคมจีนยุคใหม่

 

เป็นช่วงที่อยู่ระหว่างทดลองตลาด ศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูล เป้าหมายในอนาคตคือการพัฒนาสู่การเป็น Local Bank ในจีนในที่สุด นี่คือก้าวย่างอย่างช้าๆ ของ Kbank แม้โอกาสนี้จะยิ่งใหญ่เพียงใด แต่การรุกหนักในจีนจำเป็นต้องทำแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” เท่านั้น

 

“ทำธุรกิจต้องศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ศักยภาพ ขนาด การเติบโต แต่รู้แล้วต้องคิด เพราะไม่มีสูตรสำเร็จ ทุกตลาดใหม่ของทุกธุรกิจต้องเรียนและทำการบ้านให้มากที่สุด อย่างน้อยต้องมีรูปแบบที่สามารถทำได้ และทุกคนต้องมีความพยายามเฉพาะตัวด้วย ก้าวเดินอย่างระมัดระวังไม่ใช่หลับหูหลับตาเดิน”… บัณฑูร เน้นย้ำ

 

แรงบันดาลใจในการสร้างเครือข่ายธุรกิจใหม่ของธนาคารกสิกรไทย มาจากวิสัยทัศน์ของผู้นำที่ว่าด้วยอนาคตของธนาคารพาณิชย์ไทยในยุคการค้าเสรี แต่อีกนัยหนึ่งอาจจะมาจากแรงขับดันภายใน มาจากประวัติศาสตร์ และรากเหง้าของตระกูลล่ำซำ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงเป็นภารกิจและเป็นเดิมพันอันยิ่งใหญ่ที่ตกอยู่บนบ่าของบัณฑูร ล่ำซำ ที่ไม่อาจจะให้ใครมาทำแทนได้

 

บัณฑูรนับเป็นผู้นำธุรกิจที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่ง เขาแสดงบทบาทในการบริหารธนาคารในยุคก่อนและท่ามกลางวิกฤตการณ์ระบบสถาบันการเงินไทยด้วยความคิดสร้างสรรค์ แสดงความเป็นผู้นำความคิดอย่างชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์ธนาคารไทย ด้วยความเชื่อมั่นและมุ่งมั่นในประสิทธิภาพการทำงานอย่างมาก เขาได้นำความรู้การบริหารแบบตะวันตกเข้ามาจัดการกับกิจการระบบครอบครัวไทยอย่างได้ผล ลงลึก ประสมประสานด้วยอำนาจการบริหารแบบเด็ดขาดของผู้นำคนเดียวของตะวันออก ทำให้ธนาคารกสิกรไทยก้าวพ้นความยุ่งยากอย่างหนักไปก่อนธนาคารอื่นๆ ในระบบ

 

หลายวิกฤตที่เขาพานพบได้สร้างให้บัณฑูรเป็นคนสุขุมและยืดหยุ่นต่อสถานการณ์ ทำให้เขาสามารถขับเคลื่อนธนาคารกสิกรไทยได้อย่างรวดเร็วเละอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน

 

บัณฑูร ล่ำซำ คือภาพลักษณ์ของความต่อเนื่องของรากเหง้าสังคมไทยและรากฐานธุรกิจเก่าแก่ ที่เอาตัวรอดด้วยจิตวิญญาณของผู้มีความคิดทันสมัยอย่างแท้จริง


แหล่งข้อมูล

 

บัณฑูร ล่ำซำ ผู้ตกผลึกทางความคิด

 

Submitted by Vanida Toonpirom on Fri, 01/04/2013 – 18:37

http://www.gotomanager.com/content/บัณฑูร-ล่ำซำ-ผู้ตกผลึกทางความคิด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s