การเปิดเสรี AEC โอกาสและความท้าทายต่อผู้ประกอบการค้าปลีกไทย

รูปภาพ

ถึงตอนนี้คงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมเราทุกคนถึงต้องตื่นตัวต้อนรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดร่วมของชนชาวเรา ภูมิภาคอาเซี่ยน ใน sector ค้าปลีกนั้น จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง เรามีบทวิเคราะห์ของบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย “การเปิดเสรี AEC…โอกาสและความท้าทายต่อผู้ประกอบการค้าปลีกไทย” ที่จะมากำหนดภาพอนาคตให้ชัดเจน และแนะแนวทางการปรับตัวสำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกไทย ไม่รู้ไม่ได้แล้ว

รูปภาพ

รเปิดเสรี    AEC…โอกาสหรือข้อจำกัด

การเปลี่ยนแปลงเพื่อเข้าสู่ AEC ที่กำลังมาถึงในระยะอันใกล้ ส่งสัญญาณให้เห็นถึงการตื่นตัวของผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกไทยมากขึ้น เพราะภายหลังจากการเปิดเสรี AEC จะทำให้ตลาดมีขนาดใหญ่ขึ้น จากจำนวนประชากรในอาเซียนที่มีรวมกันกว่า 600 ล้านคน และเป็นกลุ่มที่มีรายได้ปานกลางคาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 300 ล้านคนในปี 2558 อีกทั้งการบริโภคสินค้าของผู้บริโภคสอดคล้องกับสังคมสมัยใหม่ที่เข้าสู่ความเป็นเมือง จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกไทยที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ภายหลังจากการเปิดเสรี AEC ไม่ว่าจะเป็นโอกาสจากการขยายตัวของตลาดในประเทศที่กว้างขึ้น อันเนื่องมาจากกำลังซื้อของประชากร และจำนวนนักท่องเที่ยวอาเซียนที่คาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันธุรกิจค้าปลีกที่อยู่ตามแนวชายแดนก็น่าจะจูงใจให้ผู้บริโภคอาเซียนโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLM (กัมพูชา ลาว และพม่า) เดินทางเข้ามาใช้จ่ายในไทยมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้ประกอบการค้าปลีกที่มีศักยภาพในการแข่งขันก็มีโอกาสที่จะรุกขยายธุรกิจไปยังประเทศอาเซียนที่มีศักยภาพด้านการตลาด โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซียน่าจะเป็นตลาดที่น่าสนใจในการลงทุน 
 
แต่ถึงกระนั้น ผลจากการเปิดเสรีดังกล่าวนำมาซึ่งการแข่งขันที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกถือได้ว่าเป็นธุรกิจบริการที่แต่ละประเทศค่อนข้างให้ความสำคัญ เพราะเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นหนึ่งในดัชนีชี้วัดที่สำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความมั่งคั่งของประชาชนและความมั่นคงของประเทศ ดังนั้น ในอีกระยะ 3 ปีนับจากนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการค้าปลีกของไทยจะต้องเร่งศึกษาถึงผลกระทบจากการเปิดเสรี AEC ที่เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการค้าปลีกของไทย

รูปภาพจับตาตลาดในประเทศ…อานิสงส์จากการเปิดเสรี AEC

 การเปิดเสรี AEC เอื้อให้ธุรกิจค้าปลีกมีโอกาสขยายตลาดภายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกตามแนวชายแดน…ซึ่งปัจจุบันการค้าระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย มีการทำการค้าผ่านแนวชายแดนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ของการค้าทั้งหมด จึงคาดการณ์ว่า ธุรกิจค้าปลีกค้าส่งของไทยที่อยู่ตามแนวชายแดนน่าจะมีโอกาสขยายตัวได้อีกมากภายหลังจากการเปิดเสรี AEC โดยเฉพาะค้าปลีกค้าส่งในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคซึ่งเป็นที่รู้จักคุ้นเคยและได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีของผู้บริโภคอาเซียน โดยเฉพาะในกลุ่ม CLM ทั้งนี้จะเห็นว่า ผู้ประกอบการค้าปลีกของไทยได้มีการวางแผนรับมือกับโอกาสที่คาดว่าจะได้รับจากการขยายตัวของตลาดภายหลังการเปิดเสรี AEC กล่าวคือ ผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่เริ่มมีการขยายการลงทุนเข้าไปยังพื้นที่ต่างๆที่อยู่ตามแนวชายแดน ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ (พม่า ลาว) อุดรธานี (ลาว เวียดนาม) สงขลา (มาเลเซีย) ตาก (พม่า) ทั้งนี้ เนื่องจากมองเห็นโอกาสจากการขยายตัวของตลาด โดยเฉพาะกำลังซื้อของประชาชนที่คาดว่าจะมีเพิ่มขึ้น

 การเปิดเสรี AEC คาดว่า ธุรกิจค้าปลีกในประเทศจะมีโอกาสขยายตัวเพิ่มขึ้นจากกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวอาเซียน… ซึ่งนับว่าเป็นตลาดที่สำคัญของไทย ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ในปี 2555 จำนวนนักท่องเที่ยวอาเซียนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 6 ล้านคน หรือมีการขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 8 ล้านคนในปี 2558 และเป็นที่น่าสังเกตว่า ค่าใช้จ่ายเพื่อการซื้อสินค้าและของที่ระลึกต่างๆ (Shopping) จัดเป็นอันดับ 2 รองจากค่าที่พักอาศัย ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายในการ Shopping ของนักท่องเที่ยวอาเซียนคิดเป็นเม็ดเงินกว่า 37,500 ล้านบาท มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 32 (YoY) ดังนั้น แนวโน้มของจำนวนนักท่องเที่ยวอาเซียนที่เพิ่มขึ้นจึงนับเป็นโอกาสของธุรกิจค้าปลีกภายในประเทศ 
ค้าปลีกอาเซียนยังมีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก…โอกาสของผู้ประกอบการไทย

  ผู้ประกอบการค้าปลีกของไทยที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการแข่งขันก็ย่อมมีโอกาสที่จะก้าวออกไปขยายการลงทุนในอาเซียนได้ด้วย เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดที่มีมูลค่าตลาดค้าปลีกอาเซียนรวมกันไม่ต่ำกว่า 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6 เท่าของตลาดค้าปลีกไทย อีกทั้งจากแนวโน้มของกลุ่มประชากรที่มีรายได้ปานกลางขึ้นไป (Middle Income) คาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 300 ล้านคนในปี 2558 จึงนับว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจบริการที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน ทั้งนี้ ปัจจัยหนุนที่ทำให้ธุรกิจค้าปลีกในอาเซียนยังมีแนวโน้มขยายตัว ได้แก่

 พฤติกรรมผู้บริโภคอาเซียนที่เปลี่ยนแปลงไป นับเป็นโอกาสในการขยายการลงทุน…ปัจจุบันพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละประเทศเริ่มมีความหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มขึ้นของรายได้ประชากร และการเข้าสู่ความเป็นสังคมเมือง ทำให้พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด ยกตัวอย่างเช่น ผู้บริโภคชาวเวียดนามมีรสนิยมในการบริโภคสินค้าของผู้บริโภคเปลี่ยนไปในทิศทางที่ต้องการสินค้าระดับกลางถึงบนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้าในหมวดความงามและสุขภาพ รวมไปถึงสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกกันว่าสินค้า non-grocery ซึ่งคาดว่าในช่วง 3-5 ปีจากนี้ ยอดค้าปลีกในหมวดสินค้าดังกล่าวจะขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 8-10 ต่อปี ในขณะที่พฤติกรรมของผู้บริโภคชาวอินโดนีเซีย แม้ว่าจะมีการใช้จ่ายเพื่อการซื้อสินค้าอาหารค่อนข้างสูง แต่ยอดการใช้จ่ายสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ของใช้ส่วนบุคคล และห้างสรรพสินค้าก็เริ่มมีแนวโน้มเติบโตเช่นกัน ทำให้เวียดนามและอินโดนีเซียเป็นประเทศที่น่าสนใจในการลงทุน

 ค้าปลีกในอาเซียนยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก จากกำลังซื้อของประชากรที่เพิ่มขึ้นและการขยายตัวของความเป็นเมือง (Urbanization)…ภายหลังจากการเปิดเสรี AEC ในปี 2558 คาดว่าภาพรวมของเศรษฐกิจและการค้าในกลุ่มประเทศอาเซียนจะมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น สอดคล้องไปกับรายได้ของประชากรในอาเซียนที่คาดว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะเวียดนามและอินโดนีเซียที่มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณร้อยละ 12.0 และ 16.8 ตามลำดับ ในขณะที่อัตราการขยายตัวของความเป็นเมือง (Urbanization) ของประชากรอาเซียนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ก็นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้ธุรกิจค้าปลีกมีแนวโน้มเติบโต สอดคล้องไปกับการเข้าสู่สังคมเมือง และนับเป็นโอกาสของผู้ประกอบการค้าปลีกไทยในการขยายการลงทุนในตลาดอาเซียน

 ค้าปลีกในเวียดนามและอินโดนีเซีย มีอัตราการขยายตัวสูง ในขณะที่สัดส่วนของร้านค้าปลีกต่อประชากรยังมีไม่มากนักเมื่อเทียบกับบางประเทศในอาเซียน… ภายหลังจากการเปิดเสรี AEC คาดว่า มูลค่าตลาดธุรกิจค้าปลีกของเวียดนามและอินโดนีเซียยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก โดยจะเห็นได้จาก ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2550-2554) ธุรกิจค้าปลีกของเวียดนามและอินโดนีเซียมีอัตราการขยายตัวสูงเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ประมาณร้อยละ 15 และ 13 ตามลำดับ ในขณะที่จำนวนร้านค้าปลีก Modern trade ของเวียดนามและอินโดนีเซียต่อประชากรเมืองยังมีสัดส่วนที่น้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับจำนวนร้านค้าปลีกในบางประเทศอย่างไทย ซึ่งมียอดค้าปลีกต่อประชากรต่อปีในระดับที่ใกล้เคียงกัน ดังนั้น เวียดนามและอินโดนีเซียจึงเป็นประเทศที่ยังมีโอกาสในการขยายการลงทุน แต่ทั้งนี้ ผู้ประกอบการอาจจะต้องเน้นจับตลาดผู้บริโภคระดับกลางถึงบนขึ้นไป เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันกับผู้ประกอบการในท้องถิ่นที่เน้นจับตลาดระดับกลางถึงล่าง ซึ่งมีศักยภาพในการแข่งขันค่อนข้างสูง ในขณะที่ตลาดระดับกลางถึงบนนั้นยังมีคู่แข่งไม่มากนัก อาจเป็นเพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคโดยรวมยังมีการใช้จ่ายแบบดั้งเดิมและกำลังซื้อยังไม่สูงนัก แต่เชื่อว่า ภายหลังจากการเปิดเสรี AEC สัดส่วนของผู้มีรายได้ปานกลางขึ้นไปน่าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป 
 
 การขยายตัวของภาคธุรกิจท่องเที่ยวของภูมิภาคอาเซียน นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่กระตุ้นการเติบโตของธุรกิจค้าปลีก…จากรายงานขององค์การท่องเที่ยวโลกหรือ World Tourism Organization ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวกระจายไปทั่วโลก 980 ล้านคน โดยจำนวนนี้เป็นการท่องเที่ยวในแถบอาเซียนกว่า 81.2 ล้านคน และคาดการณ์ว่าในปี 2558 จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในอาเซียนกว่า 120 ล้านคน ซึ่งขยายตัวเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 47.8 ดังนั้น จากแนวโน้มการขยายตัวของภาคธุรกิจท่องเที่ยวอาเซียน นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะกระตุ้นให้ภาคธุรกิจค้าปลีกมีแนวโน้มขยายตัวตามไปด้วย เนื่องจากการช็อปปิ้ง (Shopping) นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

รูปภาพปัจจัยแวดล้อมที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ…ความท้าทายของผู้ประกอบการไทย

ด้วยศักยภาพของตลาดค้าปลีกในหลายประเทศในอาเซียนเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสนใจขยายช่องทางธุรกิจเข้าไปแสวงหาโอกาสทางการตลาดในประเทศเหล่านี้ แต่การดำเนินธุรกิจในลักษณะของการออกไปตั้งร้านค้าปลีกในอาเซียนนั้นก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เนื่องจากยังมีข้อจำกัดอยู่หลายประการ และยิ่งถ้าเป็นนักลงทุนต่างชาติด้วยแล้วนั้น การเข้าใจในพฤติกรรมของผู้บริโภค หรือความเชี่ยวชาญในโครงสร้างของธุรกิจค้าปลีกในแต่ละประเทศอาจจะเสียเปรียบผู้ประกอบการท้องถิ่น หรือต้องใช้ระยะเวลานานในการศึกษาทำความเข้าใจ นอกจากนี้ การดำเนินธุรกิจค้าปลีกให้ประสบความสำเร็จ โดยส่วนใหญ่แล้วจะต้องเป็นผู้ประกอบการที่เชี่ยวชาญในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทพาณิชยกรรมควบคู่ไปด้วย ซึ่งในหลายประเทศ การดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังต้องอาศัยเครือข่ายผู้ประกอบการท้องถิ่นเป็นสำคัญ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในลำดับต้นๆเพื่อให้ธุรกิจมีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด มีรายละเอียด ดังนี้

ศึกษาตลาดอาเซียน -ทำการศึกษารสนิยม และพฤติกรรมของผู้บริโภคแต่ละประเทศในอาเซียน การเรียนรู้และเข้าใจในรสนิยม และพฤติกรรมของผู้บริโภคแต่ละประเทศในอาเซียนได้ก่อน นับเป็นความได้เปรียบของผู้ประกอบการที่สนใจจะขยายธุรกิจในอาเซียน ทำให้สินค้าและบริการสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในอาเซียนได้

-ทำเลที่ตั้ง นับเป็นปัจจัยสำคัญของการทำธุรกิจค้าปลีก ผู้ประกอบการควรมองหาทำเลที่เหมาะสมกับธุรกิจ ซึ่งแต่ละธุรกิจก็จะมีทำเลที่เหมาะสมแตกต่างกันไปตามกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เช่น ย่านศูนย์การค้า ชุมชน อยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ เป็นต้น

รูปแบบการดำเนินธุรกิจ -โอกาสในการดำเนินธุรกิจในตลาดค้าปลีกของแต่ละประเทศในอาเซียน อาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและระดับรายได้ของผู้บริโภคในประเทศนั้นๆ ตัวอย่างเช่น

– ประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีรายได้ไม่สูงนัก ผู้ประกอบการอาจจะไม่จำเป็นต้องออกไปตั้งเป็นร้านค้า หรือ outlet แต่อาจจะดำเนินการในลักษณะของการส่งสินค้าป้อนให้กับผู้ประกอบการค้าปลีกหรือผู้จัดจำหน่ายในท้องถิ่น และให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการต่อไป อาทิ กลุ่มประเทศกัมพูชา ลาว และพม่า

– ประเทศที่ประชากรในเขตเมืองบางกลุ่มเริ่มมีกำลังซื้อสูงขึ้น และมีพฤติกรรมการใช้จ่ายเปลี่ยนไปเป็นแบบสังคมเมืองซึ่งนิยมความทันสมัยมากขึ้น แม้ตลาดโดยรวมยังไม่ใหญ่นัก แต่ก็อาจใช้รูปแบบการจัดตั้งร้านค้าปลีกในลักษณะไลฟสไตล์มอลล์ คอมมูนิตีมอลล์ หรือสเปเชียลตีสโตร์ ที่ใช้ขนาดพื้นที่ไม่ใหญ่นัก แต่ตอบสนองรูปแบบการใช้ชีวิตของคนที่มีรายได้ค่อนข้างดีโดยเจาะทำเลในพื้นที่ที่มีศักยภาพ อาทิ เวียดนาม
– ในกรณีประเทศที่มีตลาดค้าปลีกขนาดใหญ่ การลงทุนจัดตั้งร้านค้าปลีกในขนาดที่ใหญ่ขึ้น เช่น ห้างสรรพสินค้า อาจมีความน่าสนใจ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงคือการแข่งขันที่อาจรุนแรงในตลาดของประเทศกลุ่มนี้ ซึ่งมีทั้งผู้ประกอบการท้องถิ่นครองตลาดอยู่และนักลงทุนต่างชาติจากประเทศอื่นๆ อาทิ อินโดนีเซีย

สร้างพันธมิตรทางการค้า -การจับมือร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่นในการเข้าทำการรุกตลาด น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการ แม้ว่าในบางประเทศจะอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นได้ถึง 100% แต่ถึงกระนั้น ผู้ประกอบการไทยอาจจะต้องอาศัยความชำนาญของผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในระบบโครงสร้างของธุรกิจค้าปลีก รวมถึงความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีมากกว่า 
 
อีกหนึ่งความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายการลงทุนในอาเซียน คือ กฎระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจค้าปลีก ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องทำการศึกษารายละเอียดให้ชัดเจน ว่ามีเงื่อนไขหรือข้อจำกัดอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้รวบรวมกฎระเบียบหรือข้อจำกัดต่างๆโดยเน้นไปที่ประเทศเวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีโอกาสในการขยายการลงทุน ดังนี้

เวียดนาม

 สัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ 100% และในกรณีที่บริษัทค้าปลีกต่างชาติที่เข้ามาจัดตั้งธุรกิจ 1 แห่งแล้ว และต้องการจัดตั้งธุรกิจค้าปลีกเพิ่มจะต้องได้รับอนุญาตจากทางการเวียดนาม 
 การกระจายสินค้ามีการจำกัดการมีส่วนร่วมของนักลงทุนต่างชาติที่สงวนให้แก่ชาวเวียดนามและบริษัทเวียดนาม ซึ่งชาวต่างชาติและบริษัทต่างชาติสามารถดำเนินการได้โดยการผ่านทางชาวเวียดนาม หรือนักลงทุนต่างชาติที่มีใบอนุญาตในการจำหน่ายสินค้าของตัวเองด้วย
 กฎหมายหรือกฎระเบียบในการควบคุมและบริหารอาคารในการทำธุรกิจค้าปลีกนั้น ปัจจุบันไม่มีกฎหมายบังคับโดยตรง แต่มีกฎหมายกำกับดูแลและควบคุมความปลอดภัย ปกป้องสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานความเป็นอยู่ เป็นต้น
 ข้อกำหนดป้ายและฉลากต่างๆของสินค้าที่อยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือแหล่งช็อปปิ้งจะต้องระบุเป็นภาษาเวียดนาม และหากผู้ประกอบการต้องการที่จะใช้ภาษาต่างประเทศก็จะต้องระบุภายใต้หรือหลังภาษาเวียดนาม โดยข้อกำหนดดังกล่าวเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้บริโภคชาวเวียดนามที่ไม่สันทัดภาษาต่างประเทศ

อินโดนีเซีย
   นักลงทุนต่างชาติสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ได้ 100% เช่น ธุรกิจห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ศูนย์การค้า ร้านค้าส่ง ผู้จัดจำหน่าย และธุรกิจนำเข้าส่งออก
 ธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กที่มีพื้นที่ไม่เกิน 50,000 ตารางเมตร และร้านค้าขนาดเล็กที่มีพื้นที่ไม่เกิน 6,000 ตารางเมตร รัฐบาลอินโดนีเซียอนุญาตให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นในธุรกิจค้าปลีกได้สูงสุดที่ 49% เท่านั้น 
 ที่ตั้งของมินิมาร์เก็ตและซูเปอร์มาร์เก็ตต้องอยู่ห่างจากตลาดของท้องถิ่นอย่างน้อย 2.5 กิโลเมตร ส่วนธุรกิจขนาดใหญ่สามารถตั้งอยู่ริมถนนใหญ่ได้ 
 กฎระเบียบหรือเงื่อนไขที่ออกโดยส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในบางครั้งก็แตกต่างกันไป และแม้แต่กฎที่ออกโดยรัฐบาลก็ยังตีความแตกต่างกัน ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องทำการศึกษารายละเอียดอย่างชัดเจน

โดยสรุปแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การเปิดเสรี AEC นับเป็นโอกาสและความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกไทย ซึ่งโอกาสหนึ่งที่น่าจะเห็นได้ชัดคือ การได้ประโยชน์จากการขยายตัวของตลาดในประเทศที่กว้างขึ้น ซึ่งคาดว่ากำลังซื้อของประชากร รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะอาเซียนน่าจะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะกระตุ้นการเติบโตของธุรกิจค้าปลีกให้ขยายตัวตามไปด้วย ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวอาเซียนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย มีการใช้จ่ายเพื่อการซื้อสินค้าและของที่ระลึก (Shopping) คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 37,500 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 32 (YoY)

สำหรับในปี 2555 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า การใช้จ่ายเพื่อการ Shopping ของนักท่องเที่ยวอาเซียนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในไทย น่าจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 42,000 ล้านบาท หรือขยายตัวอยู่ที่ประมาณร้อยละ 12 (YoY)

ขณะเดียวกันสัญญาณการรุกเข้ามาลงทุนทำธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยของนักลงทุนต่างชาติก็มีแนวโน้มให้เห็นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นทุนใหญ่จากมาเลเซีย สิงคโปร์ จีนและญี่ปุ่น เนื่องจากไทยถือเป็นตลาดค้าปลีกขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดสูงและขยายตัวต่อเนื่อง แต่ด้วยความแข็งแกร่งของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ดิสเคาน์สโตร์ หรือคอนวีเนี่ยนสโตร์ ก็น่าจะทำให้ผู้ประกอบการไทยยังคงมีศักยภาพในการแข่งขันค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในอาเซียน

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยที่มีศักยภาพในการแข่งขันบางราย ยังมีโอกาสที่จะขยายการลงทุนทำธุรกิจค้าปลีกในอาเซียนที่มีมูลค่ารวมกันไม่ต่ำกว่า 320 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 6 เท่าของตลาดค้าปลีกไทย โดยประเทศที่ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตสูงและเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทย ได้แก่ เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งนับว่าเป็นตลาดที่มีความน่าสนใจในการขยายการลงทุน แม้ว่าผู้ประกอบการอาจจะต้องเผชิญกับปัจจัยแวดล้อมต่างๆที่นับเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน อาทิ โครงสร้างของระบบธุรกิจค้าปลีก พฤติกรรมของผู้บริโภค หรือแม้แต่อุปสรรคในเรื่องของกฎระเบียบหรือข้อจำกัดในการลงทุน แต่หากผู้ประกอบการไทยมีการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับกฎระเบียบหรือข้อจำกัดต่างๆ รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของธุรกิจให้เข้ากับลักษณะพฤติกรรมของผู้บริโภคอาเซียนให้มากที่สุด การเปิดเสรี AEC ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกของไทยที่สนใจจะรุกตลาดอาเซียนเช่นกัน ซึ่งการสร้างพันธมิตรทางการค้ากับผู้ประกอบการในท้องถิ่นนั้นๆน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการไทย

แหล่งข้อมูล

AEC Data KASIKORNRESEARCH :การค้าปลีก การค้าปลีกสมัยใหม่ Modern Grocery Retail ค่าใช้จ่ายด้านอาหาร,  http://www.kasikornresearch.com/th/K-EconAnalysis/Pages/ViewSummary.aspx?docid=29425

การเปิดเสรี AEC…โอกาสและความท้าทายต่อผู้ประกอบการค้าปลีกไทย, Thansettakij Co.,Ltd., http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=137884&catid=176&Itemid=524

 


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s