“ผลกระทบเออีซีต่อร้านยา โอกาสหรืออุปสรรค???” โดยเภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

รูปภาพ
ไม่ต้องแปลกใจที่ใครๆต่างเตรียมการต้อนรับ การเข้ามาของ AEC ที่เคลื่อนตัวเข้ามา จะมีผลกระทบต่อทั้งภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทยอย่างแน่นอนที่สุด 

บทความชุดนี้เป็นตอนที่สอง ที่จะมาฉายภาพอนาคตว่า ภาพอนาคตของร้านขายยาไทย จะดีหรือร้าย???

 

เปิดค้าเสรี ทางเลือกของแหล่งยาใหม่เข้ามาในประเทศมากขึ้น

การที่ประเทศไทยจะเปิดตลาดเสรีอาเซียน ในปี 2558 นั้น ก็เพื่อให้เกิดแรงผลักดันในการรวมตัวเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ทำให้เกิดการย้ายถิ่นฐานเงินลงทุนและแรงงานได้อย่างอิสระ ซึ่งทางด้านวิชาชีพได้มีโครงการนำร่อง จำนวน 7 สาขาวิชาชีพ คือ แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกร สถาปนิก ช่างสำรวจ และนักบัญชี โดยกำหนดให้ลงนามทำข้อตกลงยอมรับจัดการร่วมกัน (Mutual Recognition Arrangement : MRA)

จะเห็นได้ว่าวงการเภสัชกรรม ก็เป็นหนึ่งในวิชาชีพที่จะได้รับผลกระทบ จึงต้องเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่ AEC ในอนาคต
และในความเป็นจริงก้อคือ ร้านยาเป็นธุรกิจที่ยังไม่ได้รับการดูแลจากภาครัฐ “ในทุกกรณี” ทำให้ข้อมูลร้านยาที่มีอยู่ไม่ชัดเจน และไม่มีมาตรการสนับสนุนร้านยาท้องถิ่นแต่อย่างใด

 

แต่ทั้งนี้เราก็ควรรู้ว่าการเปิดการค้าเสรี จะมีผลกระทบต่อร้านยาในประเทศอย่างไร

ซึ่งผลที่เกิดขึ้นมี 2 ส่วนคือ จากการเปิดการค้าเสรีทั้งเอฟทีเอและเออีซีจะทำให้มียาเข้ามาขายในประเทศมากขึ้น ซึ่งร้านยาเองจะดีขึ้นในแง่การมีแหล่งสินค้ายาและเวชภัณท์ให้เลือกมากยิ่งขึ้น แต่ต้องคัดกรองในเรื่องคุณภาพ การจดทะเบียนยา รวมถึงที่มาของยาว่าบริษัทใดผลิต จากประเทศไหน ทั้งนี้ยานำเข้าเหล่านี้จะมีราคาเท่ากับยาที่ผลิตในประเทศไทยหรืออาจถูกกว่า เพราะจะได้รับสิทธิ์ยกเว้นภาษีนำเข้า มีเพียงแค่ค่าขนส่งเท่านั้น

 

ขณะที่การผลิตยาในประเทศการนำเข้าวัตถุดิบและสารสำคัญทางยายังต้องเสียภาษี 2-5% ดังนั้นร้านยาจะมีรายการยาให้เลือกมากขึ้น แต่ต้องพิจารณาเลือกทั้งจากคุณภาพและราคา ว่าตรงกับกลุ่มเป้าหมายเราหรือไม่?

 

เปิดร้านยาเสรี คู่แข่งข้ามชาติเตรียมเข้ามาท้าชิง

แน่นอนที่สุดเปิดตลาดร้านยาไทย ก้อย่อมจะมี ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนเปิดร้านยาแข่งกับร้านยาไทยมากขึ้น ทั้งจากเครือประเทศเราเอง อันได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมไปถึงการขยายตัวมาของเชนร้านยาข้ามชาติที่ถือโอกาสขยายตลาดและอาศัยโครงสร้างภาษีในการหาแหล่งสินค้าใหม่ๆ เช่นญี่ปุ่น เกาหลี จีนและอินเดีย ซึ่งการเปิดให้ชาวต่างชาติลงทุนร้านยาในไทยมีการดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2552 ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมความพร้อม ทั้งนี้แม้ว่าตามกฎหมายไทยจะกำหนดให้ต่างชาติถือหุ้นในกิจการได้เพียง 49% แต่ในทางปฏิบัติก็จะมีผู้ถือหุ้นแทน สามารถควบคุมกิจการได้

 

ดังนั้นจำเป็นที่ร้านยาไทยต้องมีการปรับตัวโดยเร็ว ไม่เพียงแต่แข่งขันกับการลงทุนจากต่างชาติเท่านั้น แต่ยังต้องแข่งขันกับบริษัทยาที่เปิดร้านยาในรูปแบบแฟรนไชส์ที่ทำกลยุทธ์ตลาด อย่างไรก็ตามหลังเปิดอาเซียนปี 2558 ในปี 2563 จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของร้านยาในประเทศมากขึ้น

เปิดเสรี แรงงานเฉพาะทาง เภสัชกรต่างชาติจะเข้ามาไหม? 
ผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการของไทยจากการเปิดให้มีการลงทุนและเคลื่อนย้ายฝีมือแรงงานอย่างเสรี ต่อไปแรงงานเฉพาะทาง เช่น แพทย์ เภสัชกร พยาบาล วิศวกร สถาปนิก ฯลฯ จะออกไปทำงานในต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ขณะเดียวกันแรงงานจากประเทศอาเซียนจะเข้ามาทำงานในไทยเช่นกัน

 

โดยนักลงทุนอาเซียนสามารถเข้ามาจัดตั้งธุรกิจถือหุ้นได้มากถึง 70% ขึ้นไป เพื่อการได้ประโยชน์จาก AEC ซึ่งไทย จะทยอยให้ผู้ลงทุนถือหุ้นข้างมากในธุรกิจบริการต่าง ๆ ได้ ทำให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาเป็นคู่แข่งขันมากขึ้น บุคลากรที่มีความสามารถของเราที่มีความสามาาถและสื่อสารไปด้หลากภาษา ก็จะสนใจทำงานให้ธุรกิจข้ามชาติ มากกว่าธุรกิจเล็ก ๆ ในประเทศ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เอสเอ็มอีไทยขาดแคลนแรงงานเฉพาะทางอยู่แล้วต้องประสบปัญหาหนักขึ้นไปอีก

ส่วนเรื่องวิชาชีพเภสัชกรนั้นยังไม่อยุ่ในกลุ่มรายชื่อวิชาชีพในข้อตกลงยอมรับร่วมกัน (Mutual Recognition Arrangements : MRAs) ด้านคุณสมบัติในสาขาวิชาชีพหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนักวิชาชีพ หรือแรงงานเชี่ยวชาญได้อย่างเสรี ก้อจริงอยู่ แต่น่าจะมีการไหลเข้ามาของเภสัชกรต่างชาติจะไหลเข้ามาในองค์กรอื่นๆเช่นโรงพยาบาลหรือโรงงานมากกว่า
ในทางกลับกัน เภสัชกรไทยจะได้โอกาสไปประกอบวิชาชีพในต่างประเทศได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีความพร้อมด้านภาษา

 

ร้านขายยาของไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากเออีซี

มุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์ AEC จะทำให้เกิดแรงผลักดันในการรวมตัวเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ทำให้เกิดการย้ายถิ่นฐานเงินลงทุนได้อย่างอิสระ โดยไม่สร้างอุปสรรคกีดกั้น ย่อมจะทำให้เกิดโอกาสทางการค้าและการทำงานที่มากขึ้น การแข่งขันจะทำให้ต้องมีการพัฒนาทุกอย่างให้เข้าสู่มาตรฐาน ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป

ส่วนที่ร้านยาของเรา จะได้ประโยชน์อะไรจากเออีซีนั้น ยังมองไม่เห็น เพราะลองส่องกล้องตรวจแถวเชนสโตร์ร้านยาดังๆของเรา คงยังไม่มีศักยภาพที่จะไปลงทุนเปิดร้านยาในต่างประเทศได้เลย

 

คงต้องกลับมาถามเรื่องความสามารถในการแข่งขันของร้านยาไทยว่า เราพร้อมที่จะรับมือกันแล้วหรือยัง? การพัฒนาร้านยาให้ได้มาตรฐาน การยกระดับคุณภาพการบริการ รวมไปถึงการมีเภสัชกรมืออาชีพมากยิ่งขึ้น
หากเราไม่ปรับตัวครั้งนี้ ผู้เล่นรายใหม่ที่เงินทุนมากกว่า เตรียมความพร้อมมารับกับโอกาสการเปลี่ยนแปลง รวมไปถึงกฎระเบียบใหม่ๆของทาง อย.ที่จะคุมเข้มร้านยามากยิ่งขึ้นๆ  เพราะไม่เช่นนั้นร้านยาที่เป็นของคนไทย ในที่สุดก็ต้องประสบปัญหาเช่นเดียวกับกรณีร้านโชว์ห่วย ร้านค้าปลีกรายย่อยที่ค่อยๆ ปิดกิจการไป เนื่องจากสู้ค้าปลีกข้ามชาติไม่ได้

สุดท้ายแล้ว ต้องสอบถามความรู้สึกในใจว่าเราพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ตรวจวัดความรู้ความสามารถขององค์กรว่าพร้อมจะเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยที่ได้ฉายภาพให้เห็นแล้วหรือยัง?  ได้แต่ฝากไว้ว่า “การรุกที่ที่สุด ก้อคือการตั้งรับให้เหนียวแน่นมากที่สุด”

 


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s