หมอในประเทศไทย มีกี่คน? ทำงานที่ไหนบ้าง?

เรามักคาดหมายกันว่าบ้านเราขาดแคลนหมอ ประเทศไทยเรามีหมอกี่คนกันนะ แล้วแต่ละคนไปทำงานในภาคใดกันบ้าง โรงพยาบาล คลีนิค ขายเฟอร์นิเจอร์ เป็นรัฐมนตรี ???  และแต่ละปี หมอจบใหม่ๆมีกี่คน หายไปไหนกันหมด ??? 

เรามีข้อมูล จาก น.อ.(พิเศษ) นพ.อิทธพร ในฐานะหนึ่งในกรรมการของแพทยสภา มาอธิบายถึงภาพรวมบุคคลากร“แพทย์” ให้เราเข้าใจและเห็นทิศทางอนาคต

หมอในประเทศไทย มีกี่คน?

แพทย์ไทยทุกวันนี้ทำงานอยู่ใน 5 กระทรวง และภาคเอกชน โดยในปี 2554 ค่าประมาณการแพทย์ มีผู้อายุน้อยกว่า 60 ปี จำนวน 32,000 คน มีแพทย์จบใหม่ 1,818 คน โดยแพทย์ที่ทำงานใช้ทุน 3 ปี อยู่ที่กระทรวงสาธารณะสุขราว 3,500 คน เมื่อทำงานใช้ทุนเสร็จ ก็เป็นอิสระ มักเรียนต่อและบางส่วนเลือกสังกัดการทำงานใหม่ แพทย์ไทยมีใน 5 กระทรวง

ได้แก่

1.กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีอยู่ 2 ส่วน คือ(1) กลุ่มนครบาลทำงานอยู่ในเมือง ขึ้นกับกรมการแพทย์ เช่น โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลเด็ก สถาบันมะเร็ง เป็นต้น กลุ่มนี้เรียกว่านครบาล เป็นพวกดูแลชาวเมือง มีราว 1,000 คน ส่วน (2)หมอต่างจังหวัด หลายคนเรียกว่ากลุ่มหมอบ้านนอก ซึ่งมีโรงพยาบาลอยู่กว่า 830 แห่ง และเป็น รพ.ขนาดใหญ่ในจังหวัด ราว 100 แห่ง หมอต่างจังหวัดจึงดูแลคนไข้ส่วนใหญ่ของประเทศ โดยมีสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีหน้าที่ควบคุมแพทย์ทั้งหมดราว 12,000 คน ทั้งนี้กลุ่มนี้ยังมี 1,500-1,700 คนที่ได้ทุนไปเรียนต่อผู้เชี่ยวชาญของสาธารณสุข เรียกว่าเรสซิเด้นเทรนนิ่ง ในจำนวนผู้เรียนทั้งหมด 4,500 คน(ทุกสังกัดและทุนอิสระหมอกลุ่มนี้จะทำงานอยู่ในโรงพยาบาลของคณะแพทย์เช่น จุฬาฯ, รามาธิบดี, ศิริราช ฯลฯ ที่เราเห็นใส่เสื้อกาวน์สีขาวสั้นๆ) ในต่างจังหวัด สธ.จึงเหลือแพทย์ทำงานเพียง 10,000 คน(ไม่รวมกระทรวงอื่นๆและเอกชน)

2. กระทรวงศึกษาธิการ รวมสภากาชาดไทย มีคณะแพทย์ทั้งหมด 19 แห่ง (มีม.รังสิตที่เป็นเอกชน) ที่มีโรงพยาบาล มีอาจารย์กว่า 6,000 คน มีนักเรียนกว่า 4,500 คน จะเห็นว่าตัวเลขหมอที่อยู่ในโรงพยาบาล 19 แห่ง มีแพทย์ใกล้เคียงกระทรวงสาธารณสุข(ต่างจังหวัด)ที่มีอยู่ 10,000 คน ในการทำงานในโรงพยาบาล 800 แห่งต่างจังหวัด ทั้งที่ จะเห็นว่าสัดส่วนตัวเลขแพทย์ ต่อแห่ง ใน 19 รพ.กับ 800 รพ. ต่างกันมากแค่ไหน

3. กระทรวงกลาโหม มี หมอทหารบก,ทหารเรือ, ทหารอากาศ เมื่อรวมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะมีอยู่ราว 2,000 คน

4. แพทย์ที่ทำงานอยู่ใน สังกัดกทม.อีกกว่า 1,000 คน ได้แก่ รพ.วชิระพยาบาล รพ.กลาง รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ เป็นต้น..เวลาใช้บริการโรงพยาบาลในเมืองจึงต้องตรวจสอบดีๆ เพราะเป็น มีหลายสังกัด แค่เดินข้ามฝั่งถนนแถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก็เจอหลายกระทรวงแล้ว ด้วยเหตุนี้งบประมาณจึงมีปัญหาในการจัดการ เพราะคนละเรื่องกัน เช่น รพ.รามาธิบดี สังกัดม.มหิดล กระทรวงศึกษาธิการ รพ.พระมงกุฎ สังกัดกระทรวงกลาโหม รพ.ราชวิถีของกรมการแพทย์ สธ. จึงเป็นประเด็นที่ทำให้ระบบจัดการซับซ้อน ถ้าเดินเข้าไปผิดโรงพยาบาลการให้บริการจะเป็นคนละระบบ คนละเรื่องกันเลย เพราะงบประมาณได้ไม่เท่ากัน ภารกิจก็ต่างกัน ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้ระบบบริหารการจัดการสาธารณสุขไทยยุ่งยาก

5. โรงพยาบาลรัฐในสังกัดอื่นๆ เช่น สังกัดราชทัณฑ์ สังกัดองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เช่น อบจ.ของพัทยา ภูเก็ต หรือรัฐวิสาหกิจ เช่น รพ.รถไฟ,ไฟฟ้า,ยาสูบ เป็นต้น ซึ่งมีแพทย์อีกจำนวนหนึ่ง ไม่เกิน 1,000 คน
กลุ่มนอกภาครัฐที่ยังเป็นแพทย์ คือกลุ่มเอกชน มีทั้งองค์กรเอกชน และโรงพยาบาลเอกชน ที่ทำงานเต็มเวลาราว 4,000 คน ไม่รวมแพทย์ไม่น้อยกว่า 3,000 คนที่เปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่น ทั้งนักบริหาร นักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ นักการเมือง หลายคนไปอยู่บนเวทีตามสีที่ชอบ ไม่รวมที่ไปเป็นนักขายตรงระดับเพชรมงกุฎอีกจำนวนหนึ่ง นี่คือแพทย์กลุ่มที่หายไป และน่าเสียดาย

หมอในประเทศไทย ทำงานที่ไหนบ้าง?

วันนี้แพทย์ที่ “เดือดร้อน”ก็คือแพทย์ที่ทำงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นแพทย์จำนวนน้อยนิดเพียง 25 % ซึ่งเป็นหมออยู่ในต่างจังหวัด (10,000 จาก 40,000) ที่ดูแลประชากรของประเทศถึง 80 % ขณะที่โรงพยาบาลสังกัดอื่นๆจะพบว่ามี สัดส่วนหมอต่อคนไข้มากกว่าชัดเจน ที่เห็นทั่วไปอาทิ รพ.ศิริราช รพ.รามาธิบดี รพ.จุฬาฯ มีหมอเต็มไปหมด นี้คือประเด็นที่อาจมองว่าไม่สมดุล แต่เป็นเรื่องจริง ที่มีเหตุผลเฉพาะ และเกิดจากภารกิจของตนเอง

“เราพูดถึงสิทธิการรักษาคนไข้ ถ้านึกวาดภาพจะเห็น 3 วง คือวงที่ (1). การดูแลคนไข้ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) คือ 48 ล้านคน วงที่ (2) ดูแลสิทธิข้าราชการ 5 ล้านคน ประกอบไปด้วย ตัวข้าราชการ มีแค่ 1.6 ล้านคน อีก 3 แสนคน เป็นข้าราชการบำนาญเกษียณแล้ว ที่เหลืออีก 3 ล้านคน เป็นลูกๆและพ่อแม่ของข้าราชการ อีกวงคือวงที่ (3)ดูแลประชาชนคือประกันสังคม 9.7 ล้านคน เป็นกลุ่มที่พึ่งพาตัวเอง ใช้สิทธิผ่านสำนักงานประกันสังคม

อย่างไรก็ตามถ้าดูตามทะเบียน ประเทศไทยมีแพทย์ทั้งหมด 41,000 คน มีชีวิตอยู่ 39,000 คน ในจำนวนนี้เป็นแพทย์ที่มีอายุไม่เกิน 60 ปีมีอยู่ 32,000 คน แต่แพทย์ที่มีอายุเกิน 60 ปี จริงๆแล้วหลายท่านก็ยังปฎิบัติหน้าที่ดูแลรักษาผู้ป่วยอยู่ นี่คือตัวเลข แพทย์ในประเทศไทย พ.ศ.นี้

ที่มา : แพทยสภา

จากนั้นแบ่งแพทย์เป็น 4 ขั้น

คือขั้นที่ 1 ขั้นที่ 2.แพทย์ใช้ทุน ขั้นที่3แพทย์เรียนต่อผู้เชี่ยวชาญ ขั้นที่ 4 เป็นแพทย์จบผู้เชี่ยวชาญแล้ว (ตามรูปประกอบ) ขั้นที่1 คือนักเรียนแพทย์ที่เรียนหนังสืออยู่ 6 ปีแรก จะต้องสอบความรู้ระดับประเทศ3ครั้ง กับแพทยสภา ในการเรียนช่วง ปี 3 ปี 5 ปี 6 หากไม่ผ่านไม่ได้เป็นหมอ ได้วุฒิ“พบ.”แต่ไม่ได้ใบประกอบวิชาชีพ ตรวจคนไข้ไม่ได้ ซึ่งวันนี้เรามีปัญหาว่ามีหมอที่เป็น นายแพทย์แต่ไม่ได้ใบประกอบวิชาชีพอยู่จำนวนหนึ่ง(จากผลกระทบการเพิ่มการรับนักศึกษาแพทย์และเร่งผลิต)

ปัญหาต่อมาคือ พอแพทย์กลุ่มนี้เรียนจบ จะใช้ทุน 3 ปี ซึ่งแพทย์ส่วนใหญ่(85%)จะกลับมาเรียนต่อผู้เชี่ยวชาญ แพทย์ส่วนนี้อยู่ในชนบทเพราะเราบังคับเขาใช้ “ทุน” เมื่อครบแล้วควรต้องให้โอกาสเขามาเรียน ถ้าไม่ให้ทุนเขากลับไปเรียน เมื่อใช้ทุนเสร็จเขาก็จะ “ลาออก” พบว่าการไม่ได้รับทุน เป็นประเด็นที่ทำให้แพทย์ลาออกมากที่สุด

ปี 2553 มีแพทย์ใช้ทุนครบ 3 ปี จำนวน 1,300 คน กระทรวงสาธารณสุขให้ทุนมาเรียน 500 คน อีก 800 คนไม่มีทุนมาเรียน แต่ตำแหน่งเรียนต่อมี 1,000 ตำแหน่ง เมื่อไม่มีทุนให้เรียน แพทย์เหล่านี้ก็ไปขอทุนกระทรวงอื่น และจำต้องลาออกทิ้งตำแหน่งจากกระทรวงสาธารณสุข ไปรับทุนรัฐอื่น เช่น กระทรวงศึกษาธิการ ทหาร ตำรวจ กทม. และ หน่วยราชการอื่น รวมถึง ทุนอิสระ เพื่อให้ตนกลับมาเรียนต่อได้ ใช้เวลาเรียน 3 ปีจบก็เป็นผู้เชี่ยวชาญ แพทย์กลุ่มนี้ อาจถูกตราหน้าว่า ไม่รักชนบท แต่ทำไมกระทรวงสาธารณสุขไม่ให้ตำแหน่งเขาจนเพียงพอ เป็นอีกคำถามหนึ่ง? (พบว่าแพทย์ที่เรียนราว 4,500 คน มีทุน สธ.เพียง 1,700-1,900 คน ดังนั้นที่เหลือส่วนใหญ่ จึงเป็นกลุ่มที่ลาออกมาจาก สธ.รับทุนที่อื่น หรือทุนอิสระ)

สิ่งที่รัฐบาลพูดเสมอว่าอยากให้แพทย์ทั่วไปดูแลรักษาชาวบ้าน แต่ยังไม่มีหมอไปอยู่.. จึงแก้ปัญหาเอาหมอจบใหม่ไปอยู่หนึ่งคนก็แล้วกัน แต่วันนี้ไม่ใช่ ชาวบ้าน มีอินเตอร์เน็ต มีความรู้ อยากให้รัฐบาลสะท้อน ภาพประชาชนของจริงว่าต้องการอะไร.. อย่าดูถูกประชาชนในต่างจังหวัด ..เขาต้องการหมอผู้เชี่ยวชาญ ดูแลเช่นกัน

“เวลาลูกท่านป่วย ท่านจะไปหาหมอจบใหม่ 3 ปีแรก หรือไปหาหมอเด็ก เวลานี้รัฐบาลแก้ปัญหาเพราะไม่มีหมอไปอยู่ชนบท จึงเอาหมอที่รู้เรื่องสักคน..ไปอยู่ชนบทก็พอแล้ว แต่วันนี้ ไม่ใช่น่ะครับ ประชาชนรู้มากขึ้น ฉลาดขึ้น เขารู้ว่าอะไรเป็นอะไร เข้าถึงแพทย์ได้ง่ายขึ้น การแก้ปัญหาอย่าไปดูถูกประชาชนว่าเขาไม่รู้ วันนี้เขารู้หมดน่ะครับ เพราะฉะนั้นผู้เชี่ยวชาญจะต้องเข้าถึงเขา และมีมากขึ้น ไม่ใช่ว่าจะปล่อยให้เขาไปหาหมออะไรก็ได้ แบบในอดีต”

ที่มา : แพทยสภา

แพทย์จบใหม่ ไปอยู่ที่ไหน?

แพทย์อยู่ในชนบท ตามการใช้ ”ทุน” โดยปีแรกให้หมอจบใหม่ไปอยู่รพ.ใหญ่ ปี 2-3 ไปอยู่ รพ.เล็กในชนบท ซึ่งตอนนี้มีแพทย์ใช้ทุนราว 3,000 คน วันนี้ชนบทขาดแพทย์อีก 2,000 คน แต่เราผลิตแพทย์ต่อปีในอนาคตอันใกล้จะเกินอยู่แล้ว ปีนี้รับนักเรียนแพทย์ 2,475 คน ปีที่แล้วจบไป 1,800 คน ผู้ใช้ทุน 3 ปี ต่อไปจะสูงถึง 7,000 คน หากไม่ต้องกระจายไปกระทรวงอื่นๆ อนาคตปัญหาคือตำแหน่งข้าราชการในกระทรวงสาธารณสุข จะมีไม่พอมากกว่า(ม.รังสิตไม่ต้องใช้ทุน) โดยอนาคตแพทย์จะเรียนต่อได้ยากขึ้น และเป็นแพทย์ทั่วไปมากขึ้น (แพทย์จบ 2,400 แต่เรียนต่อผู้เชี่ยวชาญได้แค่ 1,000 ที่นั่ง)ซึ่งทำให้ในชนบทจะมีแพทย์ทั่วไปคงอยู่มากขึ้น เป็นปัญหาในอีกมุมหนึ่ง

ส่วนแพทย์เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ มีจำนวน 22,000 ในสาขาต่างๆ 77 สาขา เช่น สูตินรีแพทย์มี 2,200 คน แต่ละปีผลิตได้ 80 คน แต่ระยะหลัง หมอสูติ(ทำคลอด)เกิดความกลัว เปลี่ยนไปทำ นรีเวช (ผ่าตัดโรคอื่นๆทางสตรีเช่นมะเร็ง)แทน เนื่องจากกลัวการฟ้อง เพราะสาวๆที่ท้องแต่ละคน จะดูแลตัวเองดีไม่เท่ากัน บางคนดูแลตัวเองดีมาก บางคนดูแลไม่ดี ครื้นเครง ทานเหล้า สูบบุหรี่ นอนดึก ทำให้ลูกคลอดมามีผลออกมาต่างกัน รวมถึงกรรมพันธ์ พอคลอดออกมาไม่ดี ค่านิยมวันนี้กลับไปโทษหมอ หมอหลายคนยอมรับไม่ได้ที่ต้องไปสู้คดี (แม้รู้ว่าไม่ผิดก็โดนขึ้นศาลไปก่อนบางคดี ขึ้นศาลหลายๆปี ) หมอสูติฯจึงหายไปเยอะ ทางแพทยสภาก็ทำอะไรไม่ได้ บังคับก็ไม่ได้ ต้องทำใจ..เช่นเดียวกับในต่างประเทศหลายแห่งที่ขาดหมอสูติทำคลอด

ขณะที่หมอวิสัญญี(ดมยา)มี 1,000 คน อยู่ที่กระทรวงสาธารณสุขเพียง 100 กว่าคน ส่วนใหญ่อยู่ในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ขณะที่โรงพยาบาลชุมชน 700 แห่ง แต่มีหมอดมยาราว 10 คน ที่เปิดห้องผ่าตัดได้ พอเกิดโมเดล “ร่อนพิบูลซินโดม” (หมอถูกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้ติดคุก ไม่รอลงอาญาโดยข้อกล่าวหาว่า เกิดจากการไม่มีวิสัญญีแพทย์ แม้คดีจะยกฟ้องภายหลังเมื่อคดีอุทธรณ์ ) โรงพยาบาลชุมชนส่วนใหญ่จึงไม่กล้าผ่าตัด และส่งคนไข้เข้าโรงพยาบาลระดับจังหวัดกันหมด เพราะต่างก็ไม่มีหมอดมยา ทำให้คนไข้เสียโอกาส เดินทางไกล และหลายโรคก็ได้รับการรักษาที่แย่ลง เพราะเกิดความแออัด มารอคิวนานที่ โรงพยาบาลระดับจังหวัดแทน …

แหล่งข้อมุล
น.อ.(พิเศษ)นพ.อิทธพร , ภาพรวมบุคคลากร“แพทย์”,แพทยสภา
http://thaipublica.org/2011/11/national-health-problem/

ภาพประกอบ

http://www.business-in-asia.com/asia/medical_tourism.html


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s