เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2013 ใครจะไปก่อน นายกปูหรือประชาชนคนไทย???

ผ่านมาครึ่งปีแล้ว ธนาคารชาติของไทยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวประมาณ 4.5 – 4.6 และการส่งออกไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์หรือธนาคารชาติก็คาดว่าจะขยายตัวได้เป็นเลขหลักเดียว เภสัชกรร้านยาคาดว่าเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปี 2013  จะฟุ้งหรือจะฟุบ > ขึ้นอยู่กับ

1. QE ของประเทศยักษ์ใหญ่ในโลกที่ช่วยต่อลมหายใจให้กับเจ้าของกระเป๋าเงินโลก ที่ใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย & สภาพคล่องส่วนเกินที่อัดฉีดเข้าสู่ระบบการเงินโลกแบบเงินทะลักล้น ฝรั่งผมทองและฝรั่งตาดำมีเงินเหลือๆก้อแปรส่วนลงทุนเหลือๆมากับประเทศเรา ส่งผลให้ราคาหุ้น ราคาทองคำ และราคาอสังหา ปรับเพิ่มขึ้นตลอดช่วงสองปีที่ผ่านมา ผสมกับอัตราดอกเบี้ยในตลาดเงินทั่วโลกลดลงต่ำมาก ทำให้ต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาลไทยและธุรกิจไทยขนาดใหญ่ต่ำลงมาก

=> ในวันนี้สภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำในระบบการเงินโลกเริ่มกลับทิศแล้ว  สร้างความปั่นป่วนทั้งตลาดหุ้น ตลาดทองคำ และตลาดพันธบัตร แบบที่คนไทยตั้งตัวไม่ทัน ธุรกิจขนาดใหญ่หลายแห่งต้องยกเลิกการออกหุ้นกู้เพราะอัตราดอกเบี้ยกระโดดขึ้นสูงกว่าที่รับได้ บางบริษัทต้องเลื่อนการออกหุ้นระดมทุนเพราะตลาดหุ้นตกลงแรง

2. เถ้าแก่ใหญ่เมืองจีนที่มีเศรษฐีเกิดใหม่มากมายและก้าวขึ้นมาเป็นตั้วเฮียของมหามิตรชาวเอเซียทั้งหลาย แทนที่ญี่ปุ่นเองที่นิ่งสนิทมาตลอด
เศรษฐกิจจีนได้ทำหน้าที่พยุงเศรษฐกิจเอเชีย ส่งผลให้การส่งออกของไทยไปจีนขยายตัวดีมาโดยต่อเนื่อง นักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเมืองไทยกันตรึม ห้างใหญ่ๆในกรุงเทพแต่เดิม ประกาศ attenion please!!! กลับมาประกาศเป็นภาษาจีน จนกลายเป็นภาษาที่สองของประเทศไทย

=> โลกนี้ไม่มีใครดีกว่าดูแลตัวเราเอง จีนเปลี่ยนผู้นำในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้นำจีนชุดใหม่กลับให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งและสร้างวินัยกับระบบสถาบันการเงิน อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในตลาดเงินจีนกระโดดขึ้นเร็วมาก เพราะรัฐบาลมีนโยบายที่จะใช้อัตราดอกเบี้ยสูงหยุดพฤติกรรมเก็งกำไร และหยุดโครงการลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ชิกหายแล้วอ้า!  เค้าไม่ช่วยเราไม่พอ ตัวเลขการส่งออกจากไทยไปจีนในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาก็เริ่มส่งสัญญาณอันตรายแล้ว เพราะติดลบไปถึงร้อยละ 16 จากช่วงเดียวกันของปีที่ก่อน แล้วภาคส่งออกอื่นๆ ก้อใช่ว่าดีนักหนา แล้วยรายได้เข้าประเทศเราจะมาจากไหน ส่งออกขายข้าวราคาแพงๆหรือ?

Screen Shot 2556-07-05 at 11.27.52 AM

3. สุดท้ายอันนี้หนักผุดๆ ที่ผ่านมาสองปีหลัง เพื่อตอบแทนประชานิยมที่เลือกรัฐบาลชุดนี้มา รัฐบาลไทยปู 1,2,3,4 และ 5 ล่าสุดชุดไอติม  ใช้นโยบายกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจตามคำสั่งพี่ชายที่อยู่บนเครื่องบิน jet เพื่อกระตุ้นการเติบโตในทุกภาคเศรษฐกิจ 

  • โครงการรับจำนำข้าวทุกเม็ดในราคาที่สูงกว่าตลาดโลกมาก โครงการรับจำนำข้าวและสินค้าเกษตรอื่นๆ ได้ส่งผลให้เศรษฐกิจชนบทมีการจับจ่ายมากขึ้น > เรื่องนี้ไม่อยากฉายซ้ำ การรั่วไหลทุจริตระหว่างขบวนการจำนำ และความเหลิงว่า ยังไงๆรัฐบาลก้ต้องพยุงราคานี้ไปตลอด ชาวนาเองไม่เรียนรู้ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ไม่นำรายได้ไปปรับปรุงระบบการจัดการเพื่อลดค่าใช้จ่าย กลับนำรายได้ส่วนนี้ไปใช้จ่ายแบบไม่มาลงทุนเพิ่มเพื่อสร้างความแข็งแกร่งของระบบการผลิตและลดความเสี่ยงของความแปรผันของราคาสินค้าเกษตรในอนาคต  
  • ค่าแรงขั้นต่ำได้ถูกปรับขึ้นเป็น 300 บาททั่วประเทศ เงินเดือนข้าราชการระดับปริญญาตรีได้เพิ่มขึ้นเป็น 15,000 บาทต่อเดือน เพิ่มอำนาจการซื้อในมวลชนชั้นแรงงานและระดับปฎิบัติการในเมือง > แทนที่จะนำรายได้ไปเพื่อเพิ่มเติมความรู้ เพื่อต่อยอดในการลงทุนทางเลือกอื่นๆ ลงทุนในการศึกษาเพื่อเพิ่มวิทยะฐานะ เพื่อสร้างรายได้ในอนาคต กลับไปใช้จ่ายในภาคบำเรอความสุขส่วนตัวอย่างไม่มีการวางแผนการเงินส่วนบุคคลที่ดีมาก่อน
  • กระตุ้นอุตสาหกรรมรถยนต์ แต่ได้ผลในระยะเวลาสั้น > เมื่อหมดโครงการแล้ว  อุปสงค์ของรถยนต์ใหม่จะชะลอไปอีกหลายปี ปัญหาเรื่องการผ่อนรถ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ตามมากับรถยนต์ ความต้องการพลังงานก็เพิ่มขึ้นเร็วมาก รถติดมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และมีอุบัติเหตุที่เกิดจากนักขับรถมือใหม่เพิ่มขึ้น > ปัญหาทิ้งรถจอง ไม่เอาแล้ว รวมไปถึงที่ขับไปแล้วไม่มีเงินผ่อน ปัญหาในการเอาเงินไปผ่อนรถเสียหมด จนเงินซื้อมาม่ายังไม่มีจะกินไปวันๆ จนทำให้นายห้างสหพัฒน์ยังต้องตามมาเหน็บรัฐบาล โอ้ยเย้อะแยะมากมาย

อนาคตของประเทศจะเป็นอย่างไร > ในมุมมองของเภสัชกรนะครับ

ไม่ผิดหรอกที่รัฐบาลได้บริหารเศรษฐกิจโดยใช้การกระตุ้นการใช้จ่าย ซื้อมากขึ้น กู้มากขึ้น ใช้จ่ายเย้อะๆ ออกไปเที่ยวบ่อยๆ ไปกินข้าวนอกบ้านให้ไขมันสะสม พอมาถึงวันที่เงินนอกเริ่มสะดุด เงินในประเทศก้อแห้งระเหิด  รัฐบาลเริ่มติดขัดข้อจำกัดด้านงบประมาณ ภาษีที่ฝันว่าจะเก็บได้เย้อะๆตามกำลังการใช้จ่ายก้อลดลงและเก็บไม่ได้ หนี้สาธารณะของประเทศ (ไม่รวมสองล้านล้านบาทในการพัฒนาระบบ logistic และแปดแสนล้านในการป้องกันน้ำท่วมประเทศ)

ที่สำคัญคือรัฐบาลขาดความสามารถในการนำมาตรการต่างๆ ไปปฏิบัติให้เกิดผลจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่รั่วไหล เกรงใจนักการเมืองที่แอบมาเกาะกิน รวมทั้งขาดการวางแผนบริหารเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ และคิดยุทธศาสตร์สำหรับระยะยาวแนวคิดการบริหารเศรษฐกิจแบบสร้างวินัยและสร้างความเข้มแข็งทั้งในระดับรัฐบาลและระดับครัวเรือน และเป็นผู้นำจิตใจให้คนไทยสร้างชาติอย่างเข้มแข็งเพื่อเด็กๆไทย (รวมถึงเด็กชายไปป์ ลูกชายนายกด้วยนะ) ในอนาคต

อะไรจะเกิดต่อไป โปรดติดตามในฐานะคนไทยเจ้าของประเทศ ต่อไปครับ 

แหล่งข้อมูล

Thailand’s Economic Outlook Projection 2012 and 2013, http://www.fpo.go.th/FPO/index2.php?mod=Content&file=contentview&contentID=CNT0008710

Thailand indicators, http://www.tradingeconomics.com/thailand/indicators

สัมมนาThailand Economic Outlook 2013, http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/property/advertorial/20121203/480663/เอกสารการสัมมนา-Thailand-Economic-Outlook-2013.html

ดร.วิรไท สันติประภพ, 

เมื่อเศรษฐกิจอ่อนฤทธิ์ยาชูกำลัง


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s