เงินซื้อหาความสุขได้จริงหรือไม่???

รูปมาจาก http://blogs.riverfronttimes.com/dailyrft/2009/04/money_makes_us_happy_no_literally.php


หากมีใครตั้งคำถามขึ้นมาว่า เงินซื้อหาความสุขได้จริงหรือไม่ คงมีคนบางคนฉุกคิดเพื่อหาคำนิยามที่แท้จริงของคำว่า “ความสุข” ก่อนที่จะตอบคำถามข้อนี้ แต่ก็คงมีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อย ที่จะตอบอย่างไม่ต้องคิดว่า “แน่นอนที่สุด” เงินซื้อหาความสุขให้กับเขาได้จริงๆ หรืออย่างน้อยก็ช่วยผ่อนคลาย ทำให้เรื่องทุกข์ทุเลาเบาบางลงบ้างไม่มากก็น้อย แต่ถ้าหากจะกล่าวถึงผู้ที่เข้าสู่วัยเกษียณอายุ ผลจากการสำรวจกลับพบว่า การบริหารเวลาให้สอดคล้องกับเงินที่มีอยู่ในกระเป๋า ถือว่ามีความสำคัญในการที่จะทำให้จิตใจเป็นสุขมากกว่าจำนวนหรือปริมาณเงินที่หามาได้เสียอีก

ทำอย่างไรเราจึงจะมีความสุขในช่วงเมื่อก้าวเข้าสู่วัยเกษียณ ถ้าจะพูดถึงในเรื่องของเงินทอง คำตอบอาจจะฟังดูกำปั้นทุบดินมากไปหน่อย หากจะบอกว่า ก็แค่แบ่งเงินใส่เข้าไปในกองทุนเพื่อการเกษียณอายุให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนที่จัดตั้งโดยบริษัทนายจ้างหรือกองทุนเพื่อการเกษียณอายุ (RMF) ทั่วไป เพราะถ้าเรายิ่งทำให้เงินก้อนนี้โตมากขึ้นเท่าไร เราก็น่าจะหาความสุขได้มากขึ้นเท่านั้น ถูกต้องไหมครับ คำตอบอาจจะไม่ใช่คำตอบรับเสมอไปอีกเช่นกัน เพราะการมีเงินทองมากมายก่ายกองก็อาจจะพอช่วยอะไรได้บ้าง แต่เงินก้อนนั้น ก็อาจจะยังไม่มากพออย่างที่คุณคิดก็ได้ ซึ่งรายงานการสำรวจวิจัยในเรื่องความพึงพอใจในวัยเกษียณอายุของสหรัฐอเมริกาได้กล่าวเอาไว้เช่นกัน 

งานวิจัยชิ้นหนึ่งซึ่งได้ถูกจัดทำขึ้นโดย มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน พบว่าทรัพย์สิน 10,000 เหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 320,000 บาท สามารถเพิ่มโอกาสในการที่จะทำให้ผู้เกษียณอายุมีความสุขเพิ่มมากขึ้นไม่ถึง 1% และจากรายงานการวิจัยในหัวข้อเรื่อง “ความสุขและการค้นหา” ได้แนะนำกฎ 3 ข้อ สำหรับการเพิ่มความสุขให้กับผู้ที่กำลังจะเกษียณอายุ ดังนี้คือ

กฎข้อที่ 1 สร้างรายได้ที่สม่ำเสมอ

Deloitte Financial Advisory Services ระบุเอาไว้ว่า ผู้คนจะรู้สึกปลอดภัยไร้กังวล หากยังได้รับเงินรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นผู้ที่รับเงินบำนาญเป็นรายเดือนไปเรื่อยๆ จะมีความรู้สึกพึงพอใจมากกว่าผู้ที่ได้รับเงินบำเหน็จเป็นก้อนที่มีมูลค่าความมั่งคั่งที่เท่าๆกัน และสำหรับผู้ที่ได้รับทั้งเงินก้อนและเงินบำนาญ ก็จะยิ่งรู้สึกสุขใจมากขึ้นไปอีก ก็ในเมื่อมีทั้งรายได้ที่จะเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ และเงินก้อนที่สามารถเก็บเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินอย่างไม่ต้องเป็นห่วงเป็นกังวล

อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน การได้รับเงินในรูปแบบนี้จากนายจ้างในประเทศไทย เริ่มเลือนรางจางหายไป แต่คุณก็สามารถที่จะสร้างรูปแบบการได้รับเงินที่คล้ายกันได้ วิธีหนึ่งก็คือการซื้อประกันชีวิต ซึ่งจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ (Income Annuity) จากบริษัทประกันชีวิต แต่ก็อีกนั่นแหละ ประกันชีวิตในรูปแบบนี้ กลับไม่ค่อยมีให้เห็นมากนักในไทย ทางเลือกที่สองก็คือการสร้างรูปแบบรายได้ให้ตัวคุณเอง

เมื่อได้รับเงินก้อนใหญ่จากกองทุนเพื่อการเกษียณอายุ คุณจะต้องคิดคำนวณให้ตกว่า จะต้องใช้เงินเท่าไรในการดำรงชีวิตต่อไป สมมุติว่าเงินก้อนที่ได้รับเท่ากับ 10 ล้านบาท ประมาณการค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นเท่ากับ 50,000 บาทต่อเดือน หรือ 600,000 บาทต่อปี ซึ่งเท่ากับคุณจะต้องถอนทุนประมาณ 6% ต่อปี และถ้าหากคุณนำเงิน 10 ล้านบาทไปลงทุนให้ได้ดอกผลซัก 5% ต่อปี เพราะฉะนั้นเงินก้อนของคุณก็จะทำให้คุณอยู่ได้ 36 ปี แต่ถ้าหากความต้องการของคุณเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 บาทต่อเดือน (1.2 ล้านบาทต่อปี) ระยะเวลาของคุณก็จะลดลงเหลือแค่ 11 ปี แทนที่จะเป็น 36 ปี ทางเดียวที่จะทำให้เงินของคุณอยู่ได้ยาวนานกว่าเดิม ก็คือการลงทุนในเชิงรุกมากขึ้น สมมุติว่าปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ เหมือนเดิม และผลตอบแทนของคุณเพิ่มขึ้นเป็น 10% แทนที่จะเป็น 5% คุณก็จะอยู่ได้เป็น 18 ปี ไม่ใช่ 11 ปี ถึงแม้ว่าในแง่ของสภาพจิตใจอาจจะสู้ไม่ได้กับการที่จะได้รับเงินรายได้เป็นประจำทุกเดือน แต่ในระยะยาวแล้ว หากคุณสามารถบริหารเงินของคุณได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณก็จะมีโอกาสที่จะเอาชนะอัตราเงินเฟ้อได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

กฎข้อที่ 2 ตื่นตัวตลอดเวลา

การเกษียณอายุไม่ได้หมายความถึงการใช้ชีวิตไปวันๆหน้าจอทีวี การเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับกิจกรรมต่างๆ จะทำให้ชีวิตในวัยเกษียณอายุของคุณดูมีรสชาติมากขึ้น ปัญหาส่วนใหญ่ของผู้ที่เกษียณอายุโดยเฉพาะพวกที่เป็นถึงระดับผู้บริหารทั้งหลาย ก็คือความเบื่อหน่าย หลังจากที่ต้องนั่งอยู่บนเก้าอี้อันทรงพลังอำนาจมานาน คุ้นชินกับความสะดวกสบายหรูหราที่ได้รับจากสวัสดิการของบริษัท ผู้บริหารระดับสูงทั้งหลายพบว่าการเกษียณอายุ เป็นเรื่องที่สุดแสนจะเหลือทน จากสถิติตัวเลขของผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่ติดอยู่ในอันดับของ Fortune 500 กว่าครึ่ง ซึ่งใช้ชีวิตในแบบสงบหลังจากเกษียณจากการทำงาน จะเสียชีวิตลงในเวลาที่สั้นกว่า และจากผลการวิจัยของ Urban Institute ผู้เกษียณอายุซึ่งทั้งทำงานและเข้าร่วมกิจกรรมเป็นอาสาสมัครต่างๆ จะมีความพึงพอใจในการใช้ชีวิตมากกว่าผู้ที่ใช้ชีวิตในแบบตรงกันข้าม

อย่างไรก็ตาม คุณก็ไม่ควรที่จะใช้ชีวิตไปกับกิจกรรมต่างๆมากจนเกินไป ระดับของการทำกิจกรรมที่จะทำให้ผู้เกษียณอายุเกิดความพึงพอใจสูงสุดน่าจะมากกว่า 200 ชั่วโมงต่อปี และความพึงพอใจก็จะเริ่มลดลงเมื่อต้องใช้ชีวิตกับการทำกิจกรรมมากกว่า 500 ชั่วโมงต่อปี แรงกระตุ้นก็ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ผู้เกษียณอายุซึ่งทำงานเพราะต้องการรายได้ จะรู้สึกถึงความพึงพอใจที่จะได้รับจากการทำงาน น้อยกว่าผู้ที่ทำงานเพราะชื่นชอบและมีความสุขกับการทำงานนั้นๆ ประเด็นสำคัญก็น่าจะอยู่ที่ความใส่ใจระมัดระวังไม่ให้การทำกิจกรรมในช่วยเกษียณอายุ หนักมากจนเกินไป เหมือนกับการทำงานในช่วงชีวิตที่ผ่านมา

กฎข้อที่ 3 พยายามควบคุม กำหนดการก้าวเข้าสู่การเกษียณอายุด้วยตัวคุณเอง

ผู้ที่เกษียณอายุจากการทำงานด้วยความสมัครใจมากกว่า 30% มีความสุขมากกว่าผู้ที่ต้องเกษียณด้วยความจำใจ เหตุผลหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือผู้ที่เกษียณอายุด้วยความสมัครใจจะมีโอกาสที่จะกำหนดหรือควบคุมการบริหารการเงินก่อนการเกษียณ มากกว่าผู้ที่ต้องเกษียณอายุด้วยเหตุผลอื่น ซึ่งก็จะส่งผลในเรื่องของจิตใจด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริง คุณไม่สามารถกำหนดได้อย่างตายตัวแน่นอนว่าจะเลิกทำงานตอนไหน หรือจู่ๆคุณอาจจะต้องออกจากงานเพราะปัญหาด้านสุขภาพ หรือถูกให้ออกเพื่อลดค่าใช้จ่ายของบริษัทลง ซึ่งมีปริมาณอยู่ในอัตราถึง 75% ของผู้ที่ต้องออกจากงานในสหรัฐอเมริกา แต่อย่างน้อยผู้ที่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ยังได้รับเงินก้อน เพื่อนำไปเพื่อปรับลดสภาพหนี้ และได้ใช้โอกาสอย่างเต็มที่ในการวางแผนทางภาษีในกองทุนเพื่อการเกษียณอายุไม่ว่าจะเป็น RMF หรือ LTF ก็ดี

ธีระ ภู่ตระกูล CFP นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s