ทางรอดร้านยาไทยจะหายไปเหมือนโชวห่วยไหมนะ?

Capture.PNG

ทางรอดร้านยาไทย จะล่มสลาย หายไปที่ละร้านๆ เหมือนโชวห่วยไหมน้าาาาาา?
“ทำไมโชวห่วยจึงล้มหายตายจาก?”
สมัยก่อนร้านขายของชำแบบ Papa and Mama Shop ของคนไทยเราเองเต็มถนนทุกตรอกซอกซอย แต่พอวันนึงมีร้านโชว์ห่วยติดแอร์เข้ามา ด้วยรูปลักษณ์ร้านที่สุดเดิ้น สวยกว่า หาของง้ายง่าย ของกินของใช้ก้อใหม่สดเสมอ แถมมาด้วยโปรโมชั่นกุ๊กกิ้กยั่วยวนให้ควักเงินไปอุดหนุนเค้า ร้านโชวห่วยเดิมๆ ก้อเหี่ยวลง เพราะคนรุ่นใหม่พึงใจไปร้านใหม่มากกกว่า หากถามเจ้าของร้านเดิมๆที่ล้มละลายไปแล้ว อาจจะบอกว่า ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกเงินทุนเค้าเยอะ เขารุกตลาดอ่ะดิ…ใครจะไปสู้ไหว??   

หากเราถามฝ่ายทางราชการ อาจจะบอกว่าก้อร้านเดิมๆเขาไม่ปรับตัวนี่นา ลูกหลานเค้าก้อไม่เอาแล้ว ไม่สานต่อสืบทอดกิจการ ร้านโชว์ห่วยของอาป้า อาม้าเราจึงเจ้งไปทีละร้าน สองร้าน แล้วก้อหายไปๆ ในขณะที่ร้านปลีกทันสมัยเข้ามายึดครองแทนที่ทุกมุมเมือง

แต่เคยถามผู้บริโภคไหม ว่า ถ้าให้เลือกร้านเดิมๆกะร้านใหม่ติดแอร์ที่เขาเลือกอย่างพึงใจ กับร้านเก่าๆที่รกรุงรัง หาของก้อยาก ราคาก้อไม่แน่นอน ผู้บริโภค เราจะเลือกอะไร

อยากบอกว่า “ความพึงพอใจของลูกค้า” ต่างหากคือคำตอบ ถามจริงๆว่าเราเคยสอบถามคนไข้ที่มาร้านยาเราบ้างไหมว่า “เค้าอยากได้อะไร?” อะไรคือเสน่ห์ของร้านยาเรา ทำไมเค้าต้องมาหาเภสัชกรที่ร้านเรา ไม่ไปร้านอื่นๆ ถ้าไม่เคยทำก้อต้องเริ่มต้นทำได้แล้วหล่ะ หากยังคิดไม่ออก เรามีบทความจาก The Development of Thai Capital Retailers Association ที่จะมาตอบว่าหากอยากให้ร้านค้าปลีกเดิมๆ รวมไปถึงร้านยาที่ไม่รู้รับการพัฒนา จะต้องทำอย่างไรบ้างจึงจะรอดตาย และมีลมหายใจอยู่อย่างมีศักดิศรีและมีกำไรอีกด้วย ลองติดตามบทความที่เราสามารถเรียนรู้ เพื่อนำไปพัฒนาองค์กรของเราได้ต่อไป

หนทางใหม่ 9 ประการของทางเลือกและทางรอดร้านยาของเรา

Capture.PNG

รูปประกอบมาจาก http://www.jtech.com/pharmacy-paging-system/

1. ร้านยาเรารู้จักคนไข้แล้วหรือยัง? และการแบ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของร้านยาเราและการสรรหาสินค้ามาตอบสนองต้องให้ชัดเจน

ร้านยาคือหน่วยธุรกิจ Retail Pharmacy ครับ  ดังนั้นจุดเริ่มต้นทั้งหลาย เราต้อง “เข้าใจกลุ่มลูกค้า” หรือ “พฤติกรรมคนไข้” ของเราก่อนนะครับ ร้านยาเล็กๆเราอยู่ร้านเอง เราก้อยิ่งใกล้ชิดลูกค้า เราต้องทำความเข้าใจความต้องการของเขา รู้ไปถึงที่อยู่ว่าไกลจากร้านเราเท่าไหร่, สมาชิกในครัวเรือน, รูปแบบการใช้ชีวิต, ความสามารถในการจับจ่าย, อาการโรคภัยไข้เจ็บของสมาชิกในครัวเรือนทุกๆคน, เวลาเค้าไม่สบายไปหาหมอหรือร้านยาที่ไหน?, มีอะไรบ้างที่ร้านยาที่เค้าไป ยังตอบความต้องการดังใจหมายของเค้าไม่ได้

รู้ใจคนไข้ รู้ความต้องการเค้า ก็ตามมาด้วยการ “แบ่งกลุ่มเป้าหมายลูกค้า” นี้เป็นหัวใจสำคัญให้ธุรกิจค้าปลีกอยู่รอดได้ จำเป็นมากที่จะต้องมองให้ขาดว่ากลุ่มลูกค้าคือใคร ผู้ที่ทำหรือคิดจะทำธุรกิจค้าปลีกควรตีให้แตกก็คือ

หลังจากรู้แล้ว สิ่งที่เราต้องทำต่อคือ
1.1 ทำความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายของเราว่าเป็นคนระดับไหน กลุ่มใด

และ 1.2  เลือกสรรหาสินค้าหรือบริการที่มาตอบใจลูกค้าเรา สินค้าหรือเวชภัณท์ที่จะจำหน่าย จะต้องตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหรือไม่?

เภสัชกรควรเริ่มต้นวิเคราะห์ว่าจากลูกค้าทั้งหมดเป็นลูกค้าประจำสัดส่วนเท่าไร มีอะไรที่คนไข้ขาประจำเราชอบและร้านยาเชนสโตร์ใหญ่ๆไม่สามารถตอบสนองได้ ซึ่งลูกค้าประจำนี่เองที่จะเป็นจุดที่ทำให้ได้เปรียบห้างใหญ่ๆ เพราะสามารถผูกใจลูกค้าได้ด้วยความเป็นเจ้าของร้าน และเป็นความพึงพอใจที่ไม่อาจวัดได้

นอกจากนี้ต้องดูแลส่วนผสมทางการตลาด หรือ Marketing Mix คือ Product Price Place Promotion ให้เหมาะสมกับร้านค้าและลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ผลิตภัณฑ์ต้องตรงตามความต้องการของผู้บริโภค วิธีเลือกสินค้ามาจำหน่ายต้องดูคุณภาพ ลักษณะการใช้ ทางเลือกและรูปแบบของสินค้า, ยาระดับใดที่เค้าพึงใจ, ต้องดูยี่ห้อ ,บรรจุภัณฑ์และขนาดที่เหมาะสม และโครงสร้างราคาแบบไหน ที่ทำให้เค้ามาร้านยาเราแล้ว รู้สึก “คุ้มค่า” ต้องมาอีกและมาบ่อยๆ  วิธีง่ายที่สุดคือดูจากร้านคู่แข่งและแสวงหาร้านพันธมิตรมาเป็นเพื่อนช่วยกันสรรหาสินค้าและยาที่ต้องการ ในราคาต้นทุนที่แข่งขันได้

LCDIwf1.jpg

รูปประกอบ มาจาก: https://www.glassdoor.com/Overview/Working-at-CVS-Health-EI_IE437.11,21.htm

2. สร้างความแตกต่าง “ทำไมร้านยาเรา เป็นร้านที่คนไข้ต้องถวิลหา ต้องมาประจำ”

“ฟิลิป คอตเลอร์” กูรูด้านการตลาด กล่าวไว้ว่าหัวใจของการทำธุรกิจคือ “การตลาด” และ “นจะบริหารอย่างไรให้ร้านค้าของคุณสูญเสียน้อยที่สุด และมีต้นทุนการบริหารงานต่ำที่สุด จะทำให้ตัวเองแตกต่างจากคนอื่นวัตกรรม” สิ่งที่จะตอบโจทย์การเปิดร้านยาให้ยั่งยืนได้ คือ การเอาชนะ “จิตวิญญาณ” ของผู้บริโภค ด้วยการทำให้คนไข้มองเห็นคุณค่าของร้านยาเรา 

เภสัชกรร้านยาสมัยใหม่ควรออกไปดูร้านยาใหม่ๆ ร้านยาคู่แข่งหรือรูปแบบธุรกิจค้าปลีกใหม่ๆ เพื่อเรียนรู้และสรรหานวัตกรรมใหม่ๆ ในการที่จะทำให้ร้านยาของตนเองแตกต่างจากร้านของคู่แข่ง ต้องมองธุรกิจให้ออก พอจับกลุ่มลูกค้าได้แล้วก็กลับมาตอบโจทย์ด้าน Merchandising สินค้าให้ชัดเจนและตรงกับกลุ่ม

ร้านยาเราจะไปต่อไม่ได้เลย หากขาด “การจัดการร้านอย่างมีประสิทธิภาพ” จะบริหารอย่างไรให้ร้านยาของเราอย่างไรให้สูญเสียน้อยที่สุด และมีต้นทุนการบริหารงานต่ำที่สุด การจัดการที่ดีจะช่วยให้ร้านยาเรามีต้นทุนการจัดการที่ดี มีกระแสเงินที่จะไปปรับปรุงร้านทำให้ตัวเองแตกต่างจากร้านคู่แข่งอื่นๆได้

ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด หากร้านยาเรามีอะไรที่ดีกว่าเขา ก็ต้องทำตัวเองให้ชัดเจนในตลาด ให้ลูกค้าได้รู้จุดเด่น อะไรที่เป็นจุดด้อยก็นำมาแก้ไข

1.PNG

รูปประกอบ มาจาก: http://www.wisegeek.org/what-does-a-pharmacy-clerk-do.htm

3. จัดระบบข้อมูลเพื่อการตัดสินใจและบริหารร้านยา Portfolio Management
ระบบข้อมูลก็มีความสำคัญ ร้านยาเราควรมีข้อมูลที่รวดเร็วเพื่อการตัดสินใจว่าจะสั่งของมากหรือน้อย ไม่เหมือนสมัยก่อนจะปล่อยให้มียาหมดอายุเท่าใดก้อได้ เพราะเปลี่ยนคืนได้หมด แต่ทุกวันนี้บริษัทยาต่างมีการเข้มงวดเรื่องยาเสีย ยาเปลี่ยน ยาหมดอายุมากขึ้นๆ หากเราไม่มีระบบ POS ที่ดีเป็นตัวช่วยในการควบคุม stock ร้านเราก้อจะมีแต่ยาที่ไม่รู้ชะตากรรม ไม่รู้ว่าหมดอายุเมื่อใด ตามมาด้วยปัญหาต้นที่มากขึ้น ขาดทุนมากกว่าเดิม

จะให้ดีที่สุด เราต้องสร้างระบบเก็บข้อมูลรายวันโดยละเอียด ทั้ง Unit ที่ขายและมูลค่าราย Unit ซึ่งควรใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือระบบโปรแกรมขายร้านยามาช่วย อย่าเสียเวลาใช้มือคนเลย เพราะความเสี่ยงสูง นอกจากรายวันแล้วต้องนำมาสรุปเป็นรายเดือนด้วย จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ยอดขายของยาแต่ละตัว แต่ละกลุ่ม ทั้งชนิด ขนาด ยี่ห้อ กำไรของสินค้าที่ขายดีและไม่ดี ซึ่งโดยมากมักจะอยู่ในทฤษฎี 80:20 แต่กำไรก็จะผกผันกัน สินค้าที่ขายดี สัดส่วนกำไรจะอยู่ที่ 20% ขณะที่สินค้าขายไม่ดี สัดส่วนกำไรจะอยู่ที่ 80%

ผลจากการวิเคราะห์สินค้าจะช่วยอะไรเราได้บ้าง? หากเราวางระบบร้านไว้ดีพอ เราควรแบ่งกลุ่มสินค้ายาและเวชภัณท์ตามยอดขาย และแบ่งตามผลกำไร สินค้าที่มียอดขายสูงสุดควรมีสัดส่วนของสต็อกหรือ SKU (Stock Keeping Unit) ให้เหมาะสมและต้องดูสินค้าในกลุ่มนี้ให้มากเป็นพิเศษ เช็คสต็อกบ่อยๆ เพราะหากขาดเมื่อไหร่หมายถึงขาดรายได้ทันที ส่วนสินค้าที่ขายได้น้อยก้อควรมีไว้ เพื่อเอาใจลูกค้าไม่ให้ไปหาจากร้านอื่นๆ ไม่มีไม่ได้แต่มีไว้เพื่อเอาใจคนไข้ ให้เค้ามาร้านยาเราแห่งเดียวก้อครบ จบในที่เดียว

ส่วนการวิเคราะห์ผลกำไรของสินค้านั้น สำคัญอย่างยิ่งกำไรคือกระแสเงินสดที่มาหล่อเลี้ยงและพัฒนาร้านยาเรา เภสัชกรเองต้องวิเคราะห์ให้ออกว่าสินค้าตัวไหนทำกำไรมาก ก็นำมาตั้งในจุดที่ดึงดูดสายตา คนเห็นง่าย ส่งเสริมให้ขายได้มากๆ และจะปล่อยให้ขาดสต็อกไม่ได้ ส่วนสินค้าที่อัตรากำไรค่อนข้างต่ำนั้นจะขาดบ้างก็ได้ แต่อย่าขาดนานหรือขาดบ่อย

1.jpg

รูปประกอบ มาจาก: http://www.dailytelegraph.com.au/news/baby-formula-shortage-dietitian-warns-against-making-your-own/news-story/fd01404aa66cf3d5c251179fa16b26d6

4. โครงสร้างราคาต้องยุติธรรมกับลูกค้า หล่อเลี้ยงร้านยาเราให้เติบโตและแข่งขันได้

ยาเป็นสินค้าคุณธรรม เราไม่สามารถตั้งราคาเพื่อเอากำไรอย่างหน้ามืดโดยเอาความเจ็บป่วยของคนไข้เป็นตัวประกันได้ ถือว่าไม่มีคุณธรรมและเอาเปรียบสังคม การกำหนดราคานั้น ก็ควรกำหนดโดยดูจากผลประโยชน์คุณค่าที่ลูกค้าได้รับและสินค้าในกลุ่มที่ต้องมีการแข่งขัน มากกว่าที่จะกำหนดโดยคิดจากกำไรที่ต้องการ ซึ่งนั่นเป็นการตั้งราคาในยุคเก่า  ในยุคเพื่อความอยู่รอดนี้ ร้านยาปลวกเช่นเราไม่มีทางที่จะลดราคาเพื่อต่อสู้กับร้านใหญ่ๆ ได้เลย เพราะราคาของเขาจะต่ำมาก กำลังต่อรองเราไม่มี ต้องแข่งด้วยวิธีอื่น เช่นหาสินค้าที่ลูกค้าต้องการมีความจำเพาะ สินค้าที่แตกต่างจากห้างใหญ่ๆ การลดราคาเมื่อไปเจอกับร้านยาขาใหญ่ ไม่ใช่สูตรแห่งชัยชนะในการต่อสู้ เมื่อไหร่ที่ลดราคามากๆ ก็เตรียมตัวขาดทุนได้เลย

กลยุทธการตั้งราคานั้น อยากบอกว่า ไม่มีสินค้าที่ “ถูก” หรือ “แพง” ขึ้นอยู่ที่มุมมองของลูกค้าแต่ละคนเป็นสำคัญอยู่ที่ว่าสินค้าที่ซื้อไปนั้นสร้างมูลค่าใจจิตใจได้มากหรือน้อยและเมื่อเปรียบเทียบ “ราคากับความคุ้มค่า” แล้วเป็นเช่นไร ดังนั้นการตั้งราคาสินค้าต้องมีเหตุผลให้กับลูกค้าได้ด้วยว่าราคาของเรานั้นเนื่องมาจากสาเหตุใด ต้องตั้งราคาที่ผู้บริโภคยอมรับ และกำไรที่เราพออยู่ได้ คิดว่าราคาเท่าไรที่เขาซื้อไปแล้วพอใจ ลูกค้าประจำจะเกิดขึ้นได้นั้นราคาต้องยุติธรรมไม่เอาเปรียบคนไข้ เรื่องการตั้งราคานี้เป็นศาสตร์และศิลปที่ร้านยาต้องศึกษาและทดลองนำไปปฎิบัติและแก้ไข

 

111.jpg

รูปประกอบ มาจาก http://www.store-electronic-systems.com/en/ajax-call-popin/ajax/636

5. ติดราคาทุกชิ้น
สำหรับยาสามัญ วิตามิน สมุนไพร เวชสำอางค์ สมัยนี้ร้านยาใหม่ๆหรือที่ทำตามกฏ GPP มักจะมีมุมสินค้าบริการตนเองสำหรับลูกค้า ผู้ประกอบการร้านยาหลายๆคนอาจมองข้ามไป เอาสินค้ามารวมๆ กันไว้ในร้านโดยไม่มีการติดราคา แต่ในความจริงแล้วหารู้ไม่ว่า นิสัยคนไทยนั้นแปลกกว่าที่อื่นๆ คือไม่ชอบซักถาม เพียงมาเดินเลียบๆ เคียงๆ มองหาป้ายราคา หากไม่เจอก็อาจหันหลังออกไปในที่สุด

ดังนั้นหากท่านมี POS บางตัว เค้าก้อพิมพ์ป้ายราคาได้นะครับ หรือไม่ก้อทำเองก้อได้ เขียนด้วยมือแต่ให้รายละเอียดสินค้าและราคา จะช่วยบอกราคาและส่งเสริมการขายอีกด้วย

111.jpg
รูปประกอบมาจาก: http://retaildesignblog.net/tag/pharmacy/

6. จัดร้านยาเรา ให้ “น่าเข้า”

สิ่งสำคัญที่ลูกค้ามองต่อร้านขายยาคือ ความน่าเชื่อถือของเภสัชกร ความสะอาดของร้าน ความสดวกในการเข้ามารับบริการรวมไปถึงต้องมีระบบแสงสว่าที่ช่วยให้หายาได้ง่ายง กิจการร้านขายยาส่วนใหญ่มักมีข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่ แต่กลับมีจำนวนของสินค้าที่เป็นสินค้าคนละตัว คนละประเภทกันหรือที่นักการตลาดเรียกกันว่า SKU (Stock Keeping Unit) ไม่ต่ำว่า 4,000 รายการของสินค้าหรือไม่ต่ำกว่า SKU ซึ่งแต่ละ SKU จะมีจำนวนไม่ต่ำกว่าหนึ่งโหล

ร้านขายยาไม่จำเป็นต้องวางตัวอย่างสินค้าหรือโชว์สินค้าทุกตัวภายในร้าน นำขึ้นมาโชว์ส่วนหนึ่งก็พอ ส่วนจะพิจารณาว่าควรโชว์สินค้าใดไว้หน้าร้านบ้าง ร้านค้าก็จะต้องดูจากประเภทยาที่ลูกค้าประจำซื้อบ่อย และยาที่เป็นยาตลาดยี่ห้องดังๆ ไม่ว่าจะเป็นยาแก้ปวดหัว แก้ไข้ แก้หวัด ยาหม่อง ยาดม ยาหอม ส่วนยาเฉพาะที่ต้องใช้คำสั่งซื้อจากแพทย์หรือเวชภัณฑ์ยาที่ต้องใช้คำอธิบายและให้ความรู้ก่อนใช้ก็เก็บเข้าไปใว้ข้างในร้าน ซึ่งควรจัดเป็นที่สำหรับให้เภสัชกรแนะนำ นอกจากนี้ควรจะต้องมีการทำ สต๊อกยาทั้งหมด เพื่อดูว่ายาชนิดใดขายได้ดีหรือๆ ไม่ดี มียาอะไรค้างสต๊อกอยู่บ้าง ซึ่งส่วนที่ขายไม่ได้หรือขายยากเหล่านี้จะเข้ามากินที่ภายในร้าน

เรามีคำแนะนำการจัดร้านยาอย่างไรให้ขายดี มาแบ่งปันกันนะครับ ตามไปอ่านได้เลย: https://utaiacademy.wordpress.com/2014/07/31/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3-%E0%B9%83%E0%B8%AB/

111.jpg
รูปประกอบ มาจาก: http://www.auburn.edu/administration/facilities/about_us/news/pharmacy-renovations/

7. ควบคุมสต็อกให้เหมาะสม

ขายดี จัดร้านดี ต้องตามมด้วยการบริการสินค้าคงคลัง หรือ โลจิสติก เป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งเสริมให้การขายสูงขึ้น ระบบโลจิสติกที่ดีจะบริหารร้านให้เกิดประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดี สินค้าคงคลัง หรือสินค้าคงเหลือ (Inventory) เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับร้านยาต้องีไว้ตอบสนองลูกค้าอย่าให้ขาด แต่การมีสินค้าคงคลังมากเกินไปอาจเป็นปัญหากับธุรกิจ ทั้งในเรื่องต้นทุนการเก็บรักษาที่สูง สินค้าเสื่อมสภาพ หมดอายุ ล้าสมัย ถูกขโมย หรือสูญหาย นอกจากนี้ยังทำให้สูญเสียโอกาสในการนำเงินที่จมอยู่กับสินค้าคงคลังนี้ไปหาประโยชน์ในด้านอื่นๆ ได้อีก

ในทางตรงกันข้าม ถ้าร้านยาเรามีสินค้าคงคลังน้อยเกินไป ก็อาจประสบปัญหาสินค้าขาดแคลนไม่เพียงพอ (Stock out) สูญเสียโอกาสในการขายสินค้าให้แก่ลูกค้า เป็นการเปิดช่องให้แก่คู่แข่งขัน และก็อาจต้องสูญเสียลูกค้าไปในที่สุด  ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการร้านยาในการจัดการสินค้าคงคลังของตนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่มาก หรือน้อยจนเกินไป เพราะการลงทุนในสินค้าคงคลังต้องใช้เงินจำนวนมาก และอาจส่งผลกระทบถึงสภาพคล่องของธุรกิจได้

สินค้ายาตัวใดมีสภาพปัญหาไม่วิ่ง ไม่เคลื่อนไหว อย่าได้วางใจ ควรรีบจัดการระบายออกโดยการลดราคา แลกเปลี่ยนคืน เพราะยาในเมื่อหมดอายุจะกลายเป็นปัญหาขาดทุนจากยอดสูญเสีย

111.jpg
รูปประกอบมาจาก: http://www.pharmfreshmedia.com/establishing-a-pharmacy-marketing-budget/

8. ทำการตลาด ทำให้ทุกคนรู้ว่าร้านยาดีๆมาได้ที่นี่

ร้านขายยาก็คือร้านค้าปลีกประเภทหนึ่ง แต่เป็นร้านค้าปลีกที่เน้นขายสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพ และต้องอาศัยความรู้พิเศษของบุคคลากรทางเภสัชกรรมเพื่อให้คำตอบเกี่ยวกับสุขภาพให้คำแนะนำกับลูกค้า ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ร้านโชวห่วย หรือร้านสะดวกซื้อไม่มี

แต่ใช่ว่ามีความรู้จ่ายยาเก่งอย่างเดียว ลูกค้าเราจะรู้ได้ การตลาดค้าปลีกอย่างง่ายๆ คือนอกเหนือจากทำเลที่ลูกค้าจะหาคุณได้ง่ายแล้ว คุณต้องมีสื่อหรือทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของคุณ รู้ว่าที่ร้านคุณมีอะไรดี ทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายมาแวะเยี่ยม สรรหาบริการ ทำอย่างไรจะเปิดช่องทางการสื่อสารใหม่ๆ ลงทุนไม่แพง เปิดให้คนไข้มารู้จักเรา เชื่อมั่นและอยากมาหาเราเมื่อเค้าเจ็บไข้ได้ป่วย

การส่งเสริมการขาย หรือที่เรียกว่าการทำโปรโมชั่น จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ซึ่งอาจทำให้ลูกค้าได้รับทราบข้อมูลข่าวสารได้หลายวิธี เช่น การโฆษณาในแบบที่เหมาะสมกับธุรกิจ การขายโดยใช้พนักงาน การส่งเสริมการขาย การประชาสัมพันธ์ หรือการตลาดโดยตรง การทำโปรโมชั่น ตามไปอ่าน การตลาดร้านยา ได้ที่นี่ครับ เค้าเขียนไว้ดีมาก

http://www.drugserv.co.th/?ContentID=ContentID-070630115107700

113.PNG
รูปประกอบ มาจาก: http://pharmacistconnection.com/emails/cam/multi_072413.html

9. ใช้ระบบการสั่งสินค้า
ธุรกิจค้าปลีกต่อไปการแข่งขันคงรุนแรงขึ้น ไม่ใช่แค่ไทย แต่ทั่วโลกจะเจอสถานการณ์เดียวกัน ผู้ค้าปลีกที่ในอดีตทำไปวันๆ โดยไม่มีการปรับตัวก็จะอยู่ไม่ได้แล้ว สมัยนี้ต้องปรับตัว ทำการเพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มคุณภาพ ลดต้นทุน ดูแนวโน้มของผู้บริโภคและจับเทรนด์ให้ได้ และต้องสนใจในเรื่องของเทคโนโลยี โดยเฉพาะทางด้านที่เกี่ยวกับไอที ถ้าเราสังเกตจะเห็นว่าไอทีเพิ่งจะก้าวหน้ามาเมื่อ 10 กว่าปีมานี้ ธุรกิจค้าปลีกเองก็สามารถเอามาใช้ในการประมวลผลและวิเคราะห์ปัญหาได้เป็น อย่างดี จากการวิจัยพบว่าวงการค้าปลีกเป็นธุรกิจที่ใช้ไอทีมากที่สุดในโลก นี่จึงเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการค้าสมัยใหม่ ต้องรู้จักนำไอทีมาใช้ให้เกิดประโยชน์

โปรแกรม ควบคุมระบบค้าปลีกหรือที่เรียกว่า POS (Point of sale) เป็นโปรแกรมการบริการสั่งซื้อที่ไม่แพง ใช้เงินในส่วนนี้ไม่เกินหนึ่งแสนบาท แต่ “คุ้มเกินคุ้ม” ทีเดียว “ค้าปลีกใช้บริการ Service Provider จะดีที่สุด เวลาที่ลูกค้าซื้อจะยิงผ่านบาร์โค้ดซึ่งจะไปตัดสต็อกรายวันทันที เจ้าของร้านก็มีหน้าที่ควบคุมอย่างเดียว การขโมยของเด็กในร้านก็จะไม่มี ซึ่งจะว่าไปแล้วคนในจะขโมยของเป็น สัดส่วนที่มากกว่าคนนอกร้านด้วยซ้ำ ดังนั้นเราจึงต้องเช็คสินค้าทุกวัน อย่างน้อยวันละ 3-4 รายการ จากระบบดังกล่าว พอสินค้าน้อยก็จะสั่งให้ทันทีโดยอัตโนมัติ สั่งแล้วรู้ว่าจะมาถึงเราภายในเวลากี่วัน

แหล่งข้อมูล:

เจาะธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ – คณะการบัญชีและการจัดการ, www.acc.msu.ac.th/sak/cs=cbc/files_up/50010911361.doc
กลยุทธ์การปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของร้านค้าปลีก, มหาวิทยาลัยศิลปากร, http://www.info.ms.su.ac.th/sums02/PDF01/2555/GB/2.pdf
ประวัติย่อ ค้าปลีก และการล่มสลายของโชวห่วย, hmeeketing.xyz
ฉันทัส เพียรธรรม, วันทนาพร รุ่งวรรณรัตน์, ,
การปรับตัวของร้านโชห่วยภายใต้กระแสการขยายตัวของ
ร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่, วารสารการจัดการสิ่งแวดล้อม ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน 2555, https://www.tci-thaijo.org/index.php/JEM/article/download/28084/24132
“ร้านโชห่วย”…พ.ศ.นี้อยู่ยังไงให้รอด? – โพสต์ทูเดย์ ข่าววิเคราะห์,
7 Eleven เต็มเมือง : แล้วโชว์ห่วยที่ญี่ปุ่นเขาอยู่กันอย่างไร ?, http://www.cookiecoffee.com/backpack/74530/7-eleven-japan-conveniece-store-flood-survice-retail-small-shop
กลยุทธ์เพื่อการแข่งขัน,
บัญญัติ 9 ประการทางรอดร้านโชวห่วย http://retailthai.org.a18.readyplanet.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=539364171&Ntype=2
คู่มือการบริหารจัดการร้านค้าปลีก – กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
บัญญัติ 15 ประการในการพัฒนาร้านค้าปลีก
15 แนวทางการปรับตัวของค้าปลีกท้องถิ่น เพื่อความอยู่รอด – หอการค้าจังหวัดตาก, http://www.takchamber.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=313311&Ntype=3
องค์ประกอบสำคัญที่ร้านโชห่วยควรมี | INCquity, http://incquity.com/articles/grow-your-biz/general-store-tips
ร้านยากับการแข่งขัน – สมาคมร้านขายยา,
ผู้จัดการร้านยา: การบริหาร : ทางรอดร้านขายยา,
ranya-manager.blogspot.com/2010/03/blog-post_19.html
รูปประกอบ: http://www.digitalistmag.com/innovation/2014/08/20/6-ideas-to-inspire-business-transformation-01289595

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s